ข่าว

 "ทำข่าวบิดเบือน"โซเชียลมีเดีย...ถล่มซีเอ็นเอ็น

"ทำข่าวบิดเบือน"โซเชียลมีเดีย...ถล่มซีเอ็นเอ็น

25 พ.ค. 2553

ตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติการเมืองหลากสี สื่อทุกสำนักจากทั่วโลกก็มุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่าซีเอ็นเอ็น (CNN) อาจจะเป็นเพราะความไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทย รากเหง้าแห่งปัญหา หรือเป็นเพราะต่างวัฒนธรรม ส่งผลให้สื่อเหล่านี้ถูกมองว่า "เอนเ

 ซีเอ็นเอ็นเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อตกเป็นคู่กรณีในชุมชนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ต่างๆ ถึงขนาด "สุกี้" กมล สุโกศล แคลปป์ อดีตผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเบเกอรี่มิวสิค รวมตัวกับเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำจดหมายเปิดผนึกขอคำชี้แจงจากซีเอ็นเอ็น และจี้ให้สำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชน

 ปฐมบทของสิ่งที่ทำให้ชาวชุมชนในโซเชียลเน็ตเวิร์กมองว่า สำนักข่าวยักษ์ใหญ่แห่งนี้ไม่ชอบธรรม คือ การรายงานข่าวสารในแง่มุมเดียว มีการสัมภาษณ์แกนนำผู้ชุมนุมเสื้อแดงฝ่ายเดียว พูดถึงปัญหาในบริบทเดียว ปราศจากการนำเสนอทั้งสองด้าน เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงว่า เกิดจากอะไร แนวทางการแก้ปัญหา และที่สำคัญมีบางบทความที่กล่าวพาดพิงไปถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพเชิดชูของประชาชนคนไทยในทางไม่ควร

 "ผมนั่งดูรายงานข่าวของซีเอ็นเอ็นที่มาปักหลักอยู่ที่ซอยงามดูพลี บ้านผมก็อยู่ใกล้ๆ ตรงนั้นมีบังเกอร์ทหาร ผมเดินไปดูสถานการณ์บ่อยๆ ว่ามันรุนแรงมากไหม ทหารก็อำนวยความสะดวกดีทุกอย่าง ไม่มีปิดกั้นการเข้าออก สถานการณ์ก็ยังไม่รุนแรง แต่ซีเอ็นเอ็นกลับรายงานตรงกันข้ามว่า ใครที่เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมทหารจะไม่ยอมให้ออกมา แล้วฉายภาพว่าเขาพยายามขอออกมา ด้วยการชูผ้าขาว แต่ถูกทหารปฏิเสธ" สุกี้ เล่าด้วยสำเนียงลูกครึ่ง

 สิ่งที่ซีเอ็นเอ็นรายงานทำให้สุกี้มองว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เขาจึงเขียนจดหมายเปิดผนึกไปขอคำชี้แจงจากสำนักงานซีเอ็นเอ็น แล้วบอกให้กลับมาสัมภาษณ์คนที่อยู่ในพื้นที่จริงว่า แท้ที่จริงแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 พร้อมกันนี้ ศิลปินชื่อดังยืนยันว่า เขาไม่ได้อยู่สีเหลืองหรือสีแดง แต่อิงความถูกต้องเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทย การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องจำเป็นมากในสถานการณ์เช่นนี้ อย่าทำแค่เป็นประเด็นการค้าอย่างเดียว อย่างไรก็ดีปัญหานี้จะหมดไปหากคนไทยช่วยกันสอดส่องดูแล ท้วงติงสื่อทุกแขนงที่รายงานข้อมูลบิดเบือนจากความเป็นจริง

 การกระทำของสุกี้เกิดความเคลื่อนไหวในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ไม่เห็นด้วย จนกลุ่มแฟนคลับของสุกี้ตั้งแฟนเพจ "ร่วมเป็นกำลังใจให้คุณสุกี้ในการตอบโต้ข่าวที่บิดเบือนของซีเอ็นเอ็น" ขึ้นมา เพียงชั่วข้ามคืนมีกลุ่มคนกว่า 1 หมื่นคน เข้ามาเป็นแฟนคลับให้กำลังใจมากมาย อีกทั้งส่งข้อมูลการรายงานข่าวของนักข่าวซีเอ็นเอ็นประจำประเทศไทย ที่มีเนื้อหาบิดเบือนเข้ามาจำนวนมาก เรียกร้องให้สำนักข่าวยักษ์ใหญ่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้าน

 "นภัส ณ ป้อมเพ็ชร์" เป็นอีกคนหนึ่งที่เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ 2 ผู้สื่อข่าวที่ทำให้คนทั่วโลกต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า การนำเสนอข่าวของซีเอ็นเอ็นมีความน่าเชื่อถือและถูกต้องหรือไม่

 ทั้งนี้ มีการยกตัวอย่างการรายงานข่าวของ 2 ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นในไทยว่า ได้นำเสนอเพียงคำสัมภาษณ์แกนนำและผู้ชุมนุมเสื้อแดง ตรงกันข้ามกลับไม่มีการนำเสนอในฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือรัฐบาล ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เพื่อชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ผลกระทบจากการชุมนุม ความเสียหายในระบบเศรษฐกิจจากการปิดแยกเศรษฐกิจ ชาวบ้านแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ ถูกข่มขู่คุกคาม ถูกเผาทำลายร้านค้า บ้านเรือน บริษัทห้างร้าน หรือแม้แต่การทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์จากการตั้งด่านตรวจค้นเสมือนเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเสียเอง ฯลฯ

 "ในฐานะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตสงครามของกรุงเทพฯ และมีประสบการณ์ตรง อยากขอร้องให้ซีเอ็นเอ็นใช้จริยธรรมของวิชาชีพ ในการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ซีเอ็นเอ็นไม่ควรส่งนักข่าวที่ไม่รู้วัฒนธรรม เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ และสภาวะสังคมมาทำหน้าที่" นภัส กล่าว

 นภัสเรียกร้องให้สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นทำอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย กับรัฐบาลไทย และประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่ โดยตรวจสอบการรายงานข่าวที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการไม่รายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนเกินเลยเกินความเป็นจริง

 สำหรับจดหมายเปิดผนึกฉบับเต็มนั้นสามารถอ่านได้ที่ http://ashitastudioclub.ning.com/profiles/blogs/5445114:BlogPost:854

 อย่างไรก็ดี แม้เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์นี้ยังไม่หยุดตามไปด้วย มีการขยายวงพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะบนเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กยังคงเกาะติดการรายงานข่าวปัจจุบันของซีเอ็นเอ็นชนิดเต็มไปด้วยข้อกังขา

 "Tarawut Promwijit" ตั้งกระทู้บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า ซีเอ็นเอ็นจะรู้จักประเทศไทยดีกว่าคนไทยได้อย่างไร จะรู้จักนักการเมืองมากกว่าคนไทยได้อย่างไร คนนอกบ้านจะรู้ดีกว่าคนในบ้านได้อย่างไร นอกจากได้ข่าวบิดเบือนจากแหลงข่าวที่ประสงค์ร้ายกับประเทศของตัวเอง ผมขอให้กำลังใจสู้ต่อไป เพื่อเสนอข่าวที่เป็นธรรม

 ขณะที่ "Fann Dektachang" บอกว่าซีเอ็นเอ็นลงข่าวทำลายประเทศไทย และจาบจ้วงสถาบันอย่างรุนแรง โปรดช่วยกันเข้าไปคอมเม้นท์ซีเอ็นเอ็นด้วยเถิดครับ ได้โปรดช่วยกันกระจายข่าวด้วย อย่าให้จาบจ้วงและให้ร้ายประเทศของเราได้

 นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเว็บอย่าง "Mina Mungming" ตั้งคำถามและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบจริยธรรมของนักข่าวอเมริกันว่า หากต้องการร้องเรียนจะสามารถทำได้ที่ไหน อย่างกรณีนักข่าวซีเอ็นเอ็นควรจะมีการตรวจสอบความสัมพันธ์กับบุคคลหนึ่ง นอกจากนี้ ยังจะต้องตรวจสอบการเงินรวมไปถึงอุดมการณ์การนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางด้วย

 อย่างไรก็ตาม ยังพบว่านอกจากจดหมายเปิดผนึกของทั้ง 2 คนข้างต้นแล้ว มีคนไทยที่ต้องการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้าไปในเว็บไซต์ของซีเอ็นเอ็นจำนวนมาก รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย