
ศก.ไตรมาสแรกโตสูงสุดรอบ15ปีสศช.โชว์ตัวเลข12%-พิษม็อบไทยสูญ1-1.5แสนล้าน
สศช.โชว์ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 12% สูงสุดรอบ 15 ปี การลงทุน-ท่องเที่ยว-ส่งออกหนุน ยังยืนเป้าจีดีพีปีนี้ 3.5-4.5% เท่าเดิม เสียดายไทยสูญโอกาสทางเศรษฐกิจ 1-1.5 แสนล้านจากการชุมนุม ด้านมูดีส์ไม่หั่นอันดับความน่าเชื่อถือไทย
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโตถึง 12% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบปี 15 ปี นับจากปี 2538 และเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากสิงคโปร์และไต้หวัน โดยปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตคือ การลงทุนขยายตัวต่อเนื่อง และการท่องเที่ยวมีการเติบโตสูงถึง 28.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามารวมทั้งสิ้น 4.7 ล้านคน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกก็เติบโตสูงมากเช่นกัน
"จากตัวเลขไตรมาสแรกที่ผ่านมา น่าจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตได้ในระดับ 6-7% แต่จากสถานการณ์การเมืองช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเป็นการจลาจล ทำให้ สศช.ยังคงเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีปีนี้ไว้ที่ระดับเดิมคือ 3.5-4.5%" นายอำพนกล่าวและว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปแล้วไม่น้อยกว่า 1-1.5 แสนล้านบาท
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2 นั้น เชื่อว่าน่าจะมีแรงหนุนจากเรื่องของการส่งออก และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมโตได้ประมาณ 2% หลังจากนั้นคงต้องจับตาดูว่าสถานการณ์ทางการเมืองโดยภาพรวมจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้ายังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี เชื่อว่าจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างติดลบตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป
นายอำพนกล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การเดินแผนปรองดอง 5 ข้ออย่างต่อเนื่อง การเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง และการเร่งอัดฉีดงบประมาณรายจ่ายปี 2554 ออกสู่ระบบ การเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง และมีแผนฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาพการทำลายทรัพย์สินโดยผู้ไม่ก่อให้เกิดความสงบเลือนหายไป
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.ประกาศออกมา ถือว่าสอดคล้องกับที่ ธปท.ได้ประเมินไว้ ซึ่งการเติบโตดังกล่าวได้ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนั้น คงต้องจับตาดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะเป็นไปได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความกังวลถึงข้อจำกัดการเติบโตบ้างแล้ว
ขณะที่มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ 'Baa1' โดยมีแนวโน้มเชิงลบ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองของไทยและการชุมนุม ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือที่สนับสนุนให้มีการปรับลดอันดับลงในขณะนี้ ทั้งยังเห็นว่ากระแสเงินทุนไหลออกไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญสำหรับไทย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนบั่นทอนความรู้สึกของนักลงทุน ก็อาจมีผลกระทบแง่ร้ายต่อปัจจัยพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือระยะยาว



