
อดีตทูตโต้สื่อเทศอย่าใช้มาตรฐานตะวันตกกับไทย
ลอนดอน-อดีตทูตอังกฤษประจำไทยโต้หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส เตือนให้ระวังการใช้มาตรฐานตะวันตกกับการเมืองไทย
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส ฉบับวันจันทร์ (24 พ.ค.) ได้ตีพิมพ์จดหมายของนายดีเร็ค ทอนคิน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยช่วงปี 2529-2532 ที่เตือนชาวต่างชาติให้ระมัดระวังการใช้มาตรฐานตะวันตกกับการเมืองไทย
จดหมายของนายทอนคินมีขึ้นเพื่อตอบโต้บทความเรื่อง “วิกฤติไทยไปไกลกว่าเหลืองและแดง” ของนายเดวิด พิลลิง บรรณาธิการภูมิภาคเอเชียของไฟแนนเชียลไทม์ส ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ว่า นายพิลลิงพูดถูกที่ว่า การเมืองไทยมีความซับซ้อน แต่อยากให้ระมัดระวังกรณีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้อำนาจทางการเมืองแก่คนยากจนทางภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศ เนื่องจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ให้ไปส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้อย่างไม่รอบคอบ และทำให้คนยากจนยิ่งมีหนี้สินพอกพูน
ส่วนกรณีที่นายพิลลิงระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมนั้น นายทอนคินได้แจกแจงผลการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงในสภามากเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคพลังประชาชน ต่อมาพรรคพลังประชาชนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภา
อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยสรุปในตอนท้ายของจดหมายว่า การเมืองของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเรื่องทางธุรกิจ แต่อย่างน้อย ส.ส.ไทยชุดปัจจุบันล้วนมาจากการเลือกตั้ง และไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารปี 2549 ดังนั้นชาวต่างชาติจึงควรระมัดระวังในการนำมาตรฐานของตะวันตกไปใช้กับการเมืองไทย
ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียแถลงว่า รัฐบาลประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยุดโดโยโน รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า ภาวะไร้เสถียรภาพที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองในไทยอาจเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่จะทำให้วิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติด้านความเชื่อมั่นลุกลามจนส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับวิกฤติต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในไทยก่อนจะลามไปทั่วเอเชียเมื่อปี 2540
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า ยังค่อนข้างโชคดี ที่ในขณะนี้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองปัญหาทางการเมืองของไทยว่าไม่ได้เป็นปัญหาต่อการลงทุนในภูมิภาคนี้โดยรวม เนื่องจากเข้าใจดีว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเฉพาะของไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น



