ข่าว

เคอร์ฟิวต่อ25-31พ.ค.เที่ยงคืนถึงตีสี่

เคอร์ฟิวต่อ25-31พ.ค.เที่ยงคืนถึงตีสี่

25 พ.ค. 2553

"ศอฉ." เตรียมชงครม.เพิ่มเคอร์ฟิวต่ออีก 7 วัน ตั้งแต่เที่ยงคืน-ตีสี่ รวม 24 จว. ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สั่งจำคุก 14 ผู้ต้องหา ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวส์ในพื้นที่ จ่อจำคุกเพิ่มเติมอีก 40 ราย ที่ไม่ฟังคำสั่ง ศอฉ.

 (24พ.ค.)  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมพร้อมเพียง อาทิ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม พล.อ. อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลักกระทรวงกลาโหม พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสด และผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ พร้อมด้วย นาย สาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยถือเป็นครั้งแรกที่ประชุมภายในกองบัญชาการกองทัพบก หลังย้ายสถานที่ประชุม ศอฉ. มาจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ . ) แถลงผลการประชุม ศอฉ.ว่า ที่ประชุม ศอฉ . ได้พูดถึงการห้ามออกจากเคหะสถานในยามวิกาล ซึ่ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพล.ท. คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นตรงกันว่า ยังมีความจำเป็นที่จะคงมาตรการในเรื่องการห้ามออกนอกเคหะสถานในยามวิกาลต่อไปอีก 7 วัน แต่ปรับระยะเวลาให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตสะดวกมากขึ้น คือ เริ่มตั้งแต่เวลา 00.00 น.- 04.00 น. ตั้งแต่วันอังคารที่ 25 พฤษภาคมถึงวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคมนี้ รวมพื้นที่ทั้งหมด 24 จังหวัดที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ศอฉ . จะนำเสนอรัฐบาลให้พิจารณา โดยนายสุเทพจะนำเรื่องเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี

 เมื่อถามว่า สาเหตุที่ขยายเคอร์ฟิวเพราะมีข่าวว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีข้อมูลในลักษณะเช่นนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกว่าถึงแม้ว่าระยะเวลาจะสั้นแค่ 4 ชั่วโมง แต่ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และมีประโยชน์ต่อการทำงาน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประกาศเคอร์ฟิว คือ แยกกลุ่มผู้ร้ายออกจากประชาชน ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนจนเกินไป ในช่วงค่ำถึงเที่ยงคืน ประชาชนน่าจะปฎิบัติภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว

 เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีการหารือถึงการติดตามแกนนำที่ยังหลบหนีอยู่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีการพูดถึง แต่เปิดเผยไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายพยายามอย่างที่สุดที่จะนำตัวแกนนำทั้งที่หลบหนีมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใครรับประกันได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านาย อริสมันต์ พงเรืองรอง ถูกจับกุมนั้นยังไม่ได้รับรายงานในที่ประชุม จึงเข้าใจว่ายังจับกุมไม่ได้ สำหรับข่าวลือว่านายอริสมันต์ ถูกสังหารขณะจับกุมตัวนั้นตนไม่ทราบ และไม่มีการพูดถึงในที่ประชุม

 เมื่อถามว่า ในส่วนของชายชุดดำ 500 คนได้จับกุมมาดำเนินคดีแล้วหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต้องแยกประเด็นว่า ก่อนที่การชุมนุมจะยุดติลงมีคำถามว่ากองกำลังดังกล่าวมีกี่คน ซึ่งตนก็อธิบายไปว่ามีอาวุธสงครามที่จับได้จำนวนมากและยังมีการค้นพบอยู่เรื่อยๆ ในส่วนของตัวกองกำลังคือการ์ดซึ่งมี 2 กลุ่มรวม 500คน แต่เมื่อการชุมนุมยุติลง การ์ดส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตัวรวมทั้งแกนนำ และส่วนที่เหลือมีการกระจายปะปนกับประชาชน ซึ่งการ์ดของ กลุ่มนปช.ทุกคน ศอฉ.ไม่ได้มีรายชื่อทั้งหมด จึงต้องเป็นเรื่องการสอบสวนสืบสวนจากแกนนำ และการ์ดที่ถูกควบคุมตัวก็จะโยงใยไปถึง ขณะนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังดำเนินการอยู่

 เมื่อถามว่า มีกลุ่มคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้องกับกองกำลังเข้าไปพัวพันกับกองกำลังติดอาวุธหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เป็นข้าราชการทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน คงไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อการร้ายได้ แต่หากมีผู้ใดฝ่าฝืนเข้าไปเกี่ยวพันและมีหลักฐานก็ต้องรับโทษ แต่ตอนนี้ยังไม่มี

 เมื่อถามว่า ศอฉ.ได้เคยกำหนดว่ามีชายชุดดำที่เป็นฮาร์ดคอร์ปฏิบัติการร่วมกับ นปช.จำนวน 500 คนได้มีการติดตามตัวคนกลุ่มนี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ตนเคยอธิบายว่ามีการพบกองกำลังติดอาวุธจำนวนเท่านั้น ซึ่งมีทั้งส่วนที่เสียชีวิตไปพร้อมกับการยุติการชุมนุม บาดเจ็บ ควบคุมตัวไว้พร้อมกับการจับแกนนำ และ กระจายอยู่กับประชาชน ซึ่งการดำเนินการต่างๆ ทาง ดีเอสไอ และ ตำรวจดำเนินการอยู่ ส่วนที่มองว่ากลุ่มคนมีสีที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของคนเสื้อแดงนั้น คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่คงไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการก่อการร้ายได้ แต่ถ้ามีหลักฐานว่าใครเข้าไปเกี่ยวก็ต้องเข้าไปกล่าวโทษ แต่ก็ต้องมีหลักฐาน

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต่อไปศอฉ.จะประชุมเพียงครั้งเดียวในเวลา 16.00 น. ไม่มีการประชุมช่วงเช้า ยกเว้นวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ที่จะเริ่มประชุมเวลา 15.00 น. เนื่องจากผู้ใหญ่ติดภารกิจในช่วงเย็น นอกจากนี้ศอฉ.ยังรับทราบการลดกำลังทหารในพื้นที่ลง แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าลดลงเท่าใด

 รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เคยสอบถามในที่ประชุมเมื่อ 2 วัน ที่ผ่านมาว่าการควบคุมตัว แกนนำ นปช. ที่ถูกจับ ซึ่ง สตช. เคยบอกว่าเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ทางกฎหมายมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งดีเอสไอได้อธิบายในที่ประชุมว่า ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาที่มอบตัว เนื่องจากมีหลักฐานในการตั้งข้อหาในการก่อการร้ายแล้ว ส่วนการที่ศาลเลื่อนการพิจารณาออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากยรัฐมนตรีในข้อหาก่อการร้ายนั้น ดีเอสไอรายงานว่าได้ยื่นข้อมูลเพิ่มเติมให้ศาลพิจารณา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีเอสไอเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความเห็นชอบในการออกหมายจับในข้อหาก่อการร้าย

 นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ( กทม.) กล่าวถึงมาตรการเยียวยาผู้รับผลกระทบจากการชุมนุมเสื้อแดงว่า จากที่ กทม.รับมอบจาก ศอฉ.ให้ฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพฯได้เร่งรัดให้ดำเนินการตั้งแต่การชุมนุมยุติ ขณะนี้แบ่งการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง กลุ่มแรกคือผู้ประกอบการอาคารขนาดใหญ่รอบราชประสงค์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ และบริเวณอนุสาวรีย์ชัย ผวจ.กทม.เร่งให้สำนักงานโยธาตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายว่าจะต้องรื้อถอน ปรับปรุงอาคารอย่างไร หรือประกาศเขตพื้นที่ควบคุมหรือไม่ คาดว่า 2 วันน่าจะได้ข้อยุติ

 นายพงศ์ศักดิฐ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มที่สองมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย กทม.กำหนดมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้ารายเรื่อง คือ การให้ผู้ประกอบการกลับมาค้าขายได้ตามปกติโดยเร็ว โดยเฉพาะอนุสาวรีย์ชัยและสยามสแคว์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยในอาคาร ทางรัฐบาลและ กทม. เร่งหาที่ให้ผู้ที่ลงทะเบียนมีพื้นที่ เช่น ให้ค้าขายในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น สยามสแคว์จะใช้พื้นที่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนพื้นที่เซ็นเตอร์วันจะใช้ที่จอดรถศูนย์การค้า หรือรอบทางเท้าอนุสาวรีย์ชัย

ศาลสั่งจำคุก40รายผู้ต้องหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว

 เมื่อเวลา 17.00 น. พ.ต.อ.ไพบูลย์ เจริญพานิช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงการประกาศเคอร์ฟิวส์ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบและตั้งด่าน โดยคืนวันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม และวันเสาร์ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจสามารถจับกุมผู้ฝ่าฝืนการประกาศเคอร์ฟิวส์ หรือ การห้ามออกนอกเคหะสถาน โดย สภ.จักราช อ.ผักไห่ จับได้ 7 ราย สภ.พระอินทร์ราชา อ.บางปะอิน จับได้ 7 ราย

 ทั้งหมดถูกนำตัวส่งฟ้องศาล จ.พระนครศรีอยุธยา และศาลฯ มีคำพิพากษา ในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชกำหนด (พรก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(เคอร์ฟิวส์) พ.ศ.2548 โดยให้จำคุกผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย เป็นเวลา 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

 ส่วนเมื่อคืนที่วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ทำการจับกุมผู้ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน (เคอร์ฟิวส์) ในพื้นที่ สภ.อุทัย พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน วังน้อย และภาชี รวม 40 ราย ซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งฟ้องศาลในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชกำหนด (พรก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(เคอร์ฟิวส์) พ.ศ.2548 เช่นเดียวกัน

 ด้านนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 ศอฉ.ยังประกาศเคอร์ฟิวส์ ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาต่อไปอีก โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 23.00 - 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น จึงขอให้ประชาชนอย่าออกมานอกเคหะสถานในช่วงระหว่างเวลาดังกล่าว เพราะมีความผิด