ข่าว

สงสารธุรกิจไทย

สงสารธุรกิจไทย

25 พ.ค. 2553

ผมเขียนต้นฉบับตอนนี้ในขณะที่ควันไฟยังลอยกรุ่นไปทั่วท้องฟ้าของกรุงเทพฯ แถมยังมีเปลวไฟลุกโชนอยู่เหนือสถานที่ราชการอีกหลายจังหวัด อีกทั้งยังมีข่าวคราวการขว้างปาที่ทำการของธนาคาร มีการทุบทำลายตู้เอทีเอ็มเพื่อหวังเงินที่บรรจุอยู่ภายใน บุกเข้าไปในอาคารเพื่อฉก

 เป็นครั้งแรกในชีวิตเกือบหกสิบปีของผม ที่เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนทำมาค้าขายอย่างจริงใจ ทั้งที่ปรกติผมมักจะเกิดความรู้สึกเฉยเมยต่อการเสียหายจนขาดทุน หรือเลิกรากิจการของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะผมเชื่อว่าเป็นการขาดทุนหรือเลิกกิจการ เพราะผู้บริหารขาดประสบการณ์และมีวิสัยทัศน์ในการประกอบธุรกิจสั้นเกินไป จึงต้องพ่ายแพ้และล่าถอยออกไปจากธุรกิจที่ตนทำอยู่ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ

 แต่ครั้งนี้คงเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของนักธุรกิจทั้งหลาย ที่จะต้องเรียนรู้สันดานที่ถ่องแท้ของนักการเมืองบางคนบางฝ่าย ที่เอาการต่อสู้ทางการเมืองมาพัวพันกับธุรกิจอย่างไร้เหตุผล มีการปลุกระดมไม่ให้ผู้คนฝ่ายตนเองไปใช้บริการ หรือซื้อสินค้าของธุรกิจที่นักการเมืองโง่ๆ เหล่านั้น คิดว่าให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม

 โดยลืมไปว่าฝ่ายตนเองก็ย่อมต้องมีธุรกิจที่ให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน ทั้งเปิดเผยและแอบซ่อนอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากอีกฝ่ายหนึ่งปลุกระดมในทำนองเดียวกันขึ้นมาบ้าง ธุรกิจที่สนับสนุนการเงินฝ่ายตนเอง หรือธุรกิจที่พรรคพวกของตนเองเป็นเจ้าของกิจการ ก็ย่อมต้องเกิดปัญหาทางการค้าขึ้นมาเช่นกัน

 นักธุรกิจที่อยู่กับฝ่ายซึ่งทำการปลุกระดมในทำนองนี้ อาจจะรู้สึกว่าดีใจที่คู่แข่งขันทางธุรกิจถูกทุบทำลายและเผาไหม้จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามปรกติได้ และอยู่เฉยๆ โดยไม่ออกปากห้ามปรามนักการเมืองถ่อยทรามที่ตัวเองสนับสนุนอยู่ แต่ลืมไปว่าสักวันหนึ่งหากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการเช่นเดียวกัน และมวลชนที่อยู่กับฝ่ายตรงข้ามก็ใช้วิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันในรูปแบบเดียวกันขึ้นมา   

 ธุรกิจของตนเองก็ต้องเกิดความเสียหาย ไม่ต่างไปจากธุรกิจที่โดนกระทำในครั้งนี้ ทั้งที่เป็นที่รับรู้กันดีว่าธุรกิจที่ถูกกระทำในครั้งนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองกลุ่มใดๆ เลย หรือแม้แต่กระทั่งธุรกิจที่ถูกกระทำในครั้งนี้บางแห่ง ยังเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองฝ่ายชักจูงให้กลุ่มคนกระทำการด้วยซ้ำไป

 เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากนักธุรกิจที่ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่แกนนำสังกัดอยู่ ออกมาห้ามปรามมิให้มีการปราศรัยในลักษณะชักจูงยั่วยุ ให้เกิดความเกลียดชังในตัวองค์กรธุรกิจหนึ่งธุรกิจใดตั้งแต่ต้น แต่กลับปรากฏว่านักธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มการเมือง กลับนิ่งเฉยไม่ยอมออกมาห้ามปราม จะด้วยเหตุผลเห็นดีเห็นงามด้วยหรืออย่างไรก็ยากที่จะเดาได้ การทำลายอาคารร้านค้าของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

 ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความต้องการเอาชนะคะคานกันทางการเมืองโดยขาดเหตุผล จึงเป็นตัวเร่งทำให้เกิดร่องรอยของความแตกแยกทางธุรกิจที่เห็นได้เด่นชัดมากขึ้น และหากมีการเอาคืนโดยผ่านทางมวลชนปนการเมืองในอนาคต ภายใต้การสนับสนุนของธุรกิจที่เป็นฝ่ายถูกกระทำในครั้งนี้บ้าง ธุรกิจในประเทศไทยก็จะถูกดูดเข้าวังวนของวงจรอุบาทว์ทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย และความเสียหายก็จะเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่สามารถยุติได้แน่นอนครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ