ข่าว

ความพ่ายแพ้ในเชิงสื่อของเสื้อแดง

ความพ่ายแพ้ในเชิงสื่อของเสื้อแดง

25 พ.ค. 2553

บทเรียนของการเคลื่อนไหวที่ฝ่ายเสื้อแดงจะต้องนำไปพิจารณาหลังจากที่ถูกปราบปรามขนานใหญ่ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วสามารถแบ่งได้เป็นหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือความพ่ายแพ้ในเชิงสื่อของเสื้อแดง ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

ในระดับแรก คือ สื่อของตัวเองถูกปิด แต่การถูกปิดนั้นก็ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะยังพอมีวิทยุชุมชนบ้าง

 ในระดับที่สอง คือ สื่ออิสระถูกปิดกั้น เช่น ประชาไท เฟซบุ๊ก ยูทูบ ฯลฯ ซึ่งก็ต้องดิ้นกันไปด้วยโปรแกรมต่างๆ

 แต่ที่สำคัญที่สุดคือการพ่ายแพ้ในเชิงสื่อระดับที่สาม ได้แก่การพ่ายแพ้ในการกำหนดนิยามความหมายที่มีต่อปฏิบัติการทางการเมืองต่างๆ

 การนิยามความหมายในพื้นที่สื่อไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงการมีข่าวเยอะๆ แต่หมายถึงความสามารถในการกำหนดความหมายของคำได้ อาทิ ในช่วงแรก เสื้อแดงสามารถกำหนดนิยามใหม่ของคำว่า ไพร่ อำมาตย์ รวมกระทั้งความล้มเหลวของ ศอฉ เองในการกล่าวหาเรื่องขบวนการล้มเจ้า ซึ่งในส่วนหนึ่งไม่สามารถนำไปสู่กระบวนการเอาผิดอย่างจริงจังมากไปกว่าการกล่าวหาทางการเมือง ซึ่งสื่อเองก็ไม่ได้บ้าจี้ตามไปมากนัก ยกเว้นบางฉบับที่เป็นทั้งที่มาและจุดขายของแผนผังเหล่านั้น

 การพ่ายแพ้ในเชิงสื่อระดับที่สามนี้มีความซับซ้อน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณธรรมหรือจริยธรรมของสื่อโดยตรง แต่หมายถึงความสามารถในการกำหนดนิยามของปฏิบัติการทางการเมืองที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นจะต้องสามารถทำให้ภาษาและความหมายของตนกลายเป็นคำอธิบายหลัก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะต้องมีทั้งส่วนของความจริงจังเคร่งครัดตามหลักวิชา และอารมณ์ขัน ขณะที่ท้ายสุด อารมณ์ขันกลับมาทำร้ายเสียอีกเพราะอะไรที่พูดเล่นก็กลายเป็นหลักฐานว่านี่คือการวางแผนความรุนแรงดังที่เป็นอยู่

 ในแง่นี้จะไม่ได้กล่าวหาว่าสื่อต่างๆ มีเงื่อนไขของการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือไม่ หรือเข้าข้างรัฐบาล เพราะต่อให้มีเงื่อนไขดังกล่าวเราก็ยังพบเห็นข่าวเสื้อแดงในสื่อเหล่านั้นอยู่ดี ดังนั้นการพ่ายแพ้ในครั้งนี้จึงมีนัยที่ซับซ้อนกว่านั้น

 ในกรณีแรก ความพ่ายแพ้ในเชิงสื่อจากฝ่ายเสื้อแดงก็คือการพยายามต่อสู้ด้วยเงื่อนไขของสันติวิธี และเชื่อว่าสันติวิธีจะทำให้เกิดชัยชนะในเมืองได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ไม่มีความเข้าใจคำว่าสันติวิธีตรงกัน รวมทั้งการต่อสู้ภายใต้สันติวิธีในเงื่อนไขของกฎหมายความมั่นคงที่ไม่ได้มีพื้นที่ให้การต่อสู้ในแบบสันติวิธี

 การต่อสู้ด้วยสันติวิธีจึงถูกมองว่าต้องเป็นการต่อสู้ที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ในสังคมที่เห็นว่าคำสั่งของผู้ปกครองคือกฎหมาย ก็ย่อมแปลว่าการต่อสู้ที่ขัดขืนต่อผู้ปกครองนั้นคือการละเมิดกฎหมาย

 ยังแถมด้วยการเกิดขึ้นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญสันติวิธีที่ออกมาให้ความเห็นในสื่อ และพยายามจะเข้าไปตรวจสอบ แนะนำการต่อสู้แบบสันติวิธี ซึ่งมาจนถึงวันนี้คนพวกนี้หายไปและไม่มีพื้นที่ในสื่อแล้ว ถ้าเทียบกับวันแรกๆ ของการชุมนุมที่ออกมาหน้าสื่อทุกวัน แต่คราวหน้าก็จะออกมาใหม่อีก

 ในกรณีที่สอง ความพ่ายแพ้ในเชิงสื่อจากฝ่ายเสื้อแดงอยู่ที่ความไม่สามารถในการกำหนดนิยามให้กับปฏิบัติการของรัฐได้ โดยเฉพาะท่ามกลางความอ่อนแอของสื่อเอง (จะด้วยอ่อนแอจริง กลัวหรือตั้งใจอ่อนแอก็สุดแล้วแต่) ที่ยอมให้คำนิยามของรัฐในปฏิบัติการทางการเมือง-การทหารเป็นคำอธิบายหลักในสังคม เช่นคำว่า "ขอคืนพื้นที่" "กระชับพื้นที่" แทนที่คำว่า "สลายการชุมนุม" "ล้อมปราบ" เข่นฆ่าประชาชน"

 จะเห็นว่าสื่อนั้นใช้คำของรัฐโดยตรงมากกว่าใช้คำของตัวเองในการ "ตีความ" สิ่งที่รัฐพยายามพูดหรือกลบเกลื่อน ในขณะที่บางครั้งสื่อก็ใช้คำอื่นกับเสื้อแดงได้เช่น "เบี้ยว" หรือ "ดื้อ"

 กรณีนี้จะเห็นได้ว่าความพ่ายแพ้ของเสื้อแดงนั้นอยู่ที่การไม่สามารถแก้เกมของนายสุเทพในวันที่เข้าไปพบดีเอสไอได้ การพยายามอธิบายความสลับซับซ้อนของพฤติกรรมของนายสุเทพไม่สามารถทำให้เกิดคำนิยามที่ชัดเจนที่สื่อนำไปทำเป็นข่าวได้ ดังนั้นภาพของการไม่ยอมจบของเสื้อแดงจึงเกิดขึ้น และทำให้ประเด็นเช่นความจริงใจในการปรองดองโดยคงกฎหมายฉุกเฉินเอาไว้ของรัฐบาลไม่ถูกนำมาขยายผล

 ความพ่ายแพ้เชิงสื่อในมิตินี้เองที่ทำให้การขอคืนพื้นที่และการกระชับพื้นที่เกิดขึ้นจากกองกำลังสื่อมวลชนและคนชั้นกลางที่อยากให้กรุงเทพฯ กลับสู่ภาวะปกติที่สามารถพูดจาสงสารคนยากคนจนที่หลงผิดแต่อย่ามาชุมนุมเกิดขึ้นหลายวันก่อนหน้าการปราบปรามจริง ...