
ตม.แม่สายจัดร่วมมือร่วมใจบริการท่องเที่ยวต่างชาติ
ตม.แม่สาย จัด โครงการร่วมมือร่วมใจยกระดับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยวต่างชาติ
เมื่อวันที่ 24 พ.ค.สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แม่สาย ได้จัดการประชุมสัมมนา "โครงการร่วมมือร่วมใจยกระดับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยวต่างชาติ" ณ ห้องอินทนิล มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จ.เชียงราย โดยมี พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.สตม.ร่วมกับนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย เข้าร่วมกว่า 350 คน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง ตม.กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ
พล.ต.ท.วุฒิ เปิดเผยว่า เชียงรายถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและความมั่นคง โดยในแง่ของการท่องเที่ยวพบว่ามีคนเดินทางไปเยือนปีละกว่า 1 ล้านคนทุกปี ในด้านการลงทุนก็พบว่าเริ่มมีนักลงทุนทั้งจากไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และบางประเทศในทวีปยุโรปไปลงทุนทำกิจการต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นจังหวัดที่มีอนาคตสดใส
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นก็ด้วยมีความมั่นคงเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย ซึ่งกรณีนี้พื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ถือว่ายังมีปัญหาเรื่องความพยายามทะลักเข้ามาของยาเสพติดและกลุ่มคนต่างด้าวอยู่ จึงต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจังหากสามารถสกัดกั้นยาเสพติดและลดปัญหาอันเกิดจากชาวต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือการหลบหนีคดีความต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ได้ เชียงรายก็จะเปลี่ยนจากยุทธภูมิเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้ในที่สุด
พล.ต.ท.วุฒิกล่าวว่า หากพื้นที่ภายในมีความมั่นคงโดยไม่มีปัญหายาเสพติดและภัยต่างๆ อันเกิดจากคนต่างด้าวทำผิดกฎหมายหรือคนทำผิดคดีความแล้วหลบหนี ภาคการท่องเที่ยวก็จะมีความปลอดภัยและสามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อีกมาก
โดยตนขอยกตัวอย่างว่ากรณีคนติดยาเสพติดที่หลายคนอาจมองว่าเป็นคนป่วย แต่ผลการศึกษาพบว่าคนติดยาเสพติด จะทำความผิดถึง 20% เป็นต้น ส่วนกรณีเรื่องการหลบหนีคดีความของอาชญากรผู้มีหมายจับในคดีต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่มักจะหลบหนีไปตามเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองหลักๆ คือกรุงเทพฯ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จ.ภูเก็ต เมืองพัทยา จ.เชียงใหม่ และสุดท้ายก็คือ จ.เชียงราย โดยคนเหล่านี้จะหลบหนีทั้งการจับกุมและไปฟอกเงิน และเมื่อไปอยู่ในพื้นที่ก็อาจทำให้เกิดเหตุร้ายได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ที่จริงคนเหล่านี้จะถูกดำเนินคดีได้ง่ายหากไม่มีที่พักอาศัย และที่ผ่านมาคนเหล่านี้มักจะไปพักตามโรงแรม รีสอร์ท ต่างๆ ดังนั้น ตม.จึงขอแจ้งว่ากรณีให้ที่พักพิงทั้งต่อคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การใช้แรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิงผู้ที่มีหมายจับตามคดีความต่างๆ ถือเป็นความผิดของสถานประกอบการนั้นๆ โดยกฎหมายความมั่นคงมาตรา 38 ระบุเนื้อหาว่าสถานประกอบการที่เป็นที่พักต้องแจ้งให้ ตม.หรือหากสถานที่ที่อยู่ใกล้ไม่มี ตม.ก็ให้แจ้งตำรวจภูธรกรณีมีบุคคลกระทำผิดดังกล่าวไปเข้าพักภายใน 24 ชั่วโมง
ดังนั้น นับจากนี้จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้วย หากไม่ปฏิบัติตามนี้จะต้องถูกปรับเป็นเงินไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายยังระบุอีกว่าผู้ที่เป็นผู้จัดการโรงแรมหากไม่ปฏิบัติตามนี้จะต้องถูกปรับ 2,000-10,000 บาท หรือกรณีมาตรา 63 ให้ที่พักพิงและใช้งานด้วยก็จะถูกโทษหนักถึงจำคุกนาน 10 ปี หรือแต่หากปกปิดซ่อนเร้นก็จะต้องถูกจำคุก 5 ปี



