ข่าว

อภิสิทธิ์ยันส่งเอสเอ็มเอสมุ่งแก้แตกแยก

อภิสิทธิ์ยันส่งเอสเอ็มเอสมุ่งแก้แตกแยก

19 มี.ค. 2552

"สุรพงษ์"ตั้ง 7 ข้อกล่าวหา "อภิสิทธิ์"ส่งเอสเอ็มเอสรับตำแหน่ง เป็นการใช้อำนาจมิชอบ มีการเรียกร้องผลประโยชน์ "อภิสิทธิ์"ยันดำเนินการไปอย่างถูกต้องคำนึงหลักสิทธิเสรีภาพ มุ่งแก้ความแตกแยก ปชป.แถลงภาพรวมศึกซักฟอก

(19มี.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่อมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายว่า  เหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับการโหวตจากสภาฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์มือถือ(เอสเอ็มเอส) ให้ลูกค้าบริษัทมือถือทั้ง 3 แห่ง โดยได้มีโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่งติดต่อไปยัง 3 บริษัทมือถือ

ประกอบด้วยบริษัทเอไอเอส, ดีแทค และทรูมูฟ ขอความร่วมมือส่งข้อความจากนายอภิสิทธิ์ มาถึงเช้าวันที่ 16 ธันวาคม 2551 เวลา 08.00 น. นายจิรายุ ดุลยานนท์ นักวิชาการคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน เชิญผู้บริหารทั้ง 3 บริษัทเข้าประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โผล่ร่วมด้วย

"และได้รับทราบว่าการส่งเอสเอ็มเอสนั้น ผู้รับต้องมีความประสงค์รับ รวมทั้งการส่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 1 บาท นายจิรายุจึงได้ขอร้องให้ทั้ง 3 บริษัทส่งเอสเอ็มเอส นายกรณ์ได้แจ้งว่าจะส่งจดหมายขอความร่วมมือให้ภายหลัง หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ประชาชนได้ร้องเรียนไปยังบริษัทมือถือทั้ง 3 แห่ง ทำให้จากเดิมที่ต้องส่งเอสเอ็มเอส 50 ล้านเลขหมาย เหลือเพียงแค่ 5 ล้านเลขหมาย" นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า

เหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งข้อกล่าวหา 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ 2.เรียกร้องรับผิดประโยชน์เกิน 3,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)กำหนดไว้ 3.ละเมิดสิทธิคนใช้มือถือ 4.ร่วมกันนำข้อมูลส่วนบุคคลให้บริษัทเอกชนทั้งที่ไม่ได้รับการยินยอม 5.ร่วมกับบริษัทเอกชนสมรู้ร่วมคิด หลีกเลี่ยงไม่ชำระภาษีเข้ารัฐ 6.ทำให้รัฐขาดรายได้ส่วนแบ่งจากสัมปทานมือถือ และ 7.ฉ้อโกงหรือฉ้อฉลเอกชนบริษัทมือถือทั้ง 3 บริษัท โดยไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลง

นอกจากนี้ ส่งรหัสไปรษณีย์ 5 หลักกลับมาให้บริษัทมือถือ ซึ่งจะทำให้รู้ได้ว่าผู้ส่งรหัสไปรษณีย์กลับมานั้นอยู่พื้นที่ใดในประเทศไทย อดคิดไม่ได้ ว่านายกฯ หวังตรวจสอบความนิยมในตัวเองและพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้ตอบข้อชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายการส่งเอสเอ็มเอสว่า ผมมีความคิดว่าทำอย่างไรจะสื่อสารไปถึงประชาชนให้มากที่สุด แน่นอนที่สุดว่าผมทราบดีว่าความเห็นทางการเมืองมีความแตกแยกสูงพอสมควร ผมก็หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง  ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้มีตำแหน่ง  แน่นอนว่าการดำเนินการอะไร ต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย คือต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชขน์และสิทธิเสรีภาพ  คือถ้าหากว่ามีการขอความร่วมมือ ทางผม หรือผู้เกี่ยวข้องต้องไม่มีประโยชน์ในเรื่องการเงินใดๆทั้งสิ้น 

ขณะเดียวกันสิ่งที่ผมจะสื่อสาร ก็เหมือนกับรายการทุกวันอาทิตย์ ผมตั้งใจว่าจะไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จะชี้แจงปัญหาของประเทศ แนวทางการบริหารประเทศ ไม่มีการตอบโต้เรื่องการเมืองใดๆทั้งสิ้น ซึ่งแตกต่างจากอดีตนายฯที่ใช้สื่อรัฐชัดเจน

 นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า พอมาถึงกระบวนการของเอสเอ็มเอส ซึ่งต้องไม่ไปปะปนกับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อประโยชน์ในเรื่องการทำความเข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน  ผมตั้งใจไว้ว่าสมมุติมีข้อมูลที่ภาครัฐตกลงกับเครือข่ายได้  เราก็สามารถสื่อสารได้ทันที หรือสมมุติว่าจังหวัดไหนมีปัญหา เราก็อาจส่งข้อความไปว่าบัดนี้รัฐบาลได้ตัดสินเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร นี่คือความตั้งใจ ผมก็มอบว่าไปดูว่าทำอย่างไรให้เป็นไปตามกม.  ส่วนเรื่องของสิทธิ ผมก็ให้ความสำคัญ ผมเป็นคนผลักดันกม.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ และเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ผมก็ระมัดระวังจะเป็นปัญหาหรือไม่  แต่มันก็เป็นการส่งครั้งเดียว ไม่มีการเอาไปบอกใครอย่างไร  ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล  พอหยิบมาเป็นการเมืองก็มีการขยายผล 

 แต่ผมเชื่อว่าทุกคนใช้มือถือ  เดินเข้าไปในนิทรรศการใด ก็ยังมีข้อความส่งเข้ามาเหมือนกัน มีเอสเอ็มเอสที่เป็นประโยชน์ของการโฆษณาของเอกชนแท้ๆ ผมก็หารือประเด็นนี้ด้วยว่ามีการส่งข้อความที่นอกเหนือจากโฆษณาของเอกชน เช่น เป็นบริการสาธารณะ ผมเลยถือว่าเป็นการเชิญชวนสมัครสมานสามัคคี ถ้าใครไม่สมัครใจก็จะไม่มีข้อความส่งไปอีก  ผมให้ความสำคัญ  อย่างมีประชาชนรายหนึ่งส่งอีเมล์ต่อว่ามาว่า เขาได้รับข้อความสั้นของผม ทั้งที่เขาได้บอกไปแล้วว่าเขาไม่ต้องการรับ ผมก็ขอโทษ  และผมก็ยืนยันว่าเคารพสิทธิเสรีภาพ และให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ผมอยากราบเรียนว่าตรงนี้คือความแตกต่าง และในรายละเอียดผมจะให้ท่านรมว.คลังชี้แจงต่อ

 จากนั้นนายกรณ์  ชี้แจงต่อว่าข้อมูลที่ทั้งสองคนเสนอ มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนความเป็นจริงค่อนข้างมาก อันดับแรก คือไม่จำเป็นที่ต้องสร้างบรรยากาศว่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านนำเสนอเป็นเรื่องลับที่ต้องไปล้วงมา เพราะไม่เคยมีการปฏิเสธ แต่คำถามแรกก็บอกว่าท่านจีรยุทธเป็นคนที่ทำงานให้กับนายกฯและผม เป็นคนใกล้ชิดจริง  มีการนัดหมายที่โฟร์ซีซัน  มีการนัดคุยกันจริง ในส่วนตรงนี้แม้แต่บทความอีเลคทรนิคส์ที่นำเสนอได้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนกันจริง ระหว่างโจอี้และบุคคลที่ท่านไปค้นอีเมล์มา ซึ่งก็ต้องถือว่าท่านไปละเมิดสิทธิของเขาด้วย  แต่ความจริงท่านควรจะอ่านให้ครบถ้วนด้วยว่าคนที่รับเมล์จากโจอี้ เขาตอบกลับมาอย่างไร ท่านควรอ่านด้วย เพราะคนที่ฟังท่านอาจไม่เข้าใจ 
 
 เมื่อสักครู่นายกฯบอกว่าบรรยากาศการเมืองวันนั้นมีความแตกแยก และวันที่รับตำแหน่งวาระสำคัญที่สุดมี 3 เรื่องก็คือ 1.แก้ปัญหาศก. 2.แก้เรื่องความมั่นคง และ 3.การแตกแยกในสังคม และนี่ก็คือเหตุที่เราหาวิธีแก้ปัญหาแตกแยกในสังคม  ซึ่งวิธีที่จะนำมาแก้ความแตกแยกก็คือการสื่อสาร ความใกล้ชิดกับพี่น้องทุกหมู่เหล่า

 สื่อที่แพร่หลายจริงๆมี 3 ชนิด สิ่งพิมพ์ ทีวี และมือถือ  ซึ่งเราพบว่าการทำตามนดยบายนี้จำเป็นต้องเร็ว จึงเลือกสื่อมือถือ เราจึงได้เชิญมาพูดคุยกันมีการส่งอีเมล์ตามที่นำมาแสดงเมื่อสักครู่ ท่านที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับมาว่า ขอขอบคุณผู้ที่ได้นัดหมายนี้ และดีใจมากที่ได้รับฟังข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นคำตอบของผู้ประกอบการที่ได้คุยกับผม  ไม่ได้มีตรงไหนเลยที่บอกว่าผมจะบอกว่าต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกัน

 ผมขอให้โอกาสนี้บอกว่าที่พวกท่านถอดถอนกระผมก็คลาดเคลื่อน เพราะท่านว่าผมอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนเองไปทำประโยชขน์  วันนั้นผมยังไม่ได้เป็นรมว.คลัง  เมื่อสักครู่ท่านสุชาติก็บอกด้วยซ้ำไปว่าผมทำเพื่อต้องการเป็นรมว.คลังหรืออย่างไร

 นายกรณ์กล่าวต่อว่าหลังจากพูดคุยกับผู้ประกอบการทุกเจ้าแล้วในลักษณะแลกเปลี่ยนความเห็น อันดับแรกพูดกันถึงความเป็นไปได้ทางเทคนิคมั้ย และสองเป็นประโยชน์หรือไม่

 วันนั้นด้วยความสมัครใจก็มี 3 บริษัทที่ตกลง  ที่ท่านบอกว่าผมบังคับผู้ประกอบการนั้น ความจริงไม่ได้มีแค่ 3 บริษัท มีบริษัทที่ 4 ที่คุยด้วยคือฮัทชิสัน ซึ่งขอไม่ร่วม ฮัทชิสันนั้น กสท.เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งมีรองปลัดเป็นประธานกสท. ผมไม่ได้มีอำนาจบังคับผู้ประกอบการเลย  เพราะถ้าบังคับจริง บริษัทที่น่าจะได้เข้ามาก่อน ก็น่าจะเป็นอัทช์ ผมคิดว่าข้อกล่าวหาไม่เป็นธรรม และปราศจากข้อเท็จจริง

 "ท่านบอกว่าเราเอื้อต่อทรู  เพราะท่านอ้างว่าทรูเป็นบริษัทเดียวที่มีศักยภาพตามระบบตามที่ท่านอภิปราย อันนี้ก็ไมจริง ทั้ง 3 บริษัทต่างมีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะส่งเสียงกลับเข้ามาผู้ใช้บริการ แต่จริงอยู่ที่ว่าทรูมีศักยภาพ  เพราะเขาเปิดช่องกรณีที่ลูกค้าของ 2 บริษัทจะเปิดใช้ช่องทางของทรู เขาก็ยินดี แล้วไปตกลงเรื่องราคากันเอง เช่นดีแทค ต้องการส่งเสียงกลับมาก็สามารถได้ รายได้ก็เป็นของดีแทค  ทรูไม่ได้ได้ประโยชน์ เพียงแต่ทรูเห็นว่าเทคโนโลยีของตัวเองเป็นประโยชน์ เรื่องนี้ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นการกระทำเพราะเห็นว่าการสื่อสารระหว่างนายกฯกับปชช.น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสมานฉันท์" นายกรณ์ กล่าวและว่า

 ส่วนกรณีที่บอกว่าเป็นการละเมิดสิทธินั้น ก็ไม่เกี่ยวกับนายกฯหรือผม ส่วนเรื่องเบอร์โทรฯของทุกบริษัทนั้น ท่านจะไปดูก้ได้ แต่ที่ท่านดูไม่ได้ก็คือใครเป็นเจ้าของเบอร์  เพราะงั้นไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลลับแต่อย่างใดเลย

 ที่บอกว่าท่านเข้าใจว่าน่าจะมีการส่งออกไปประมาณ 30 ล้านเบอร์นั้น  หรือประมาณ 5 ล้านเบอร์  เพื่อความชัดเจน ข้อความนั้นส่งออกจาก 3 บริษัทรวมกันคือ 17 ล้านเบอร์ ส่งออกไป และมีการส่งกลับประมาณ 3 แสนเบอร์ ในส่วนตรงนี้ผมก็เรียนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่ท่านบอกว่า 30 ล้านเบอร์ มีการส่งกลับ 30 ล้านครั้ง รวมแล้ว 90 ล้านบาทนั้น มันไม่จริง เปรียบเทียบกับต้นทุน 3 บริษัท โดยปกติถ้าเราจะไปจ้างให้เขาส่งข้อความนั้น ก็แตกต่างกันไปแล้วแต่บริษัท  เพราะงั้นในส่วนของผู้ประกอบการนั้น เมื่อเทียบรายได้ที่เขาได้รับต่อทุกครั้งที่ส่งกลับคืนมากับขาดทุนกำไร 75 สต.หรือ 1 บ.นั้น เขาไม่ได้กำไรกับโครงการนี้เลย  มันเป็นการประเมินในการคุ้มค่ากับสังคม

 ส่วนเรื่องภาษี ตรงนี้ชัดเจนมากว่า ไม่มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง 3 บริษัทได้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รวมถึงรายได้ที่ได้รับจากการส่งเอสเอ็มเอสนี้ด้วย ส่วนภาษีนิติบุคคลอยู่ระหว่างยื่นแบบ  มันเป็นข้อกล่าวหาไม่ตรงข้อเท็จจริงและไม่มีความเป็นธรรม

 เรื่องการฝ่าฝืนหรือละเมิดสิทธินั้น ผมเรียนว่าการส่งข้อความไปนั้น ก็เป็นการส่งไปยังคนที่ยินยอมรับข้อความ การโฆษณามือถือ 50 ล้านเบอร์นั้นเรารับอย่างสม่ำเสมอทุกวัน บางเรื่องไร้สาระ ในแต่ละวันมีการส่งข้อความในลักษณะอย่างนี้ 10 ล้านข้อความ ผมก็ทราบว่าไม่ทุกคนที่ชอบนายกฯคนใหม่ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่า ผมว่ามันน่าจะอยู่ในปริมาณที่รับได้  เพราะงั้นจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องการละเมิดสิทธิ

ปชป.แถลงภาพรวมศึกซักฟอก


 เมื่อเวลา 15.40 น. คณะทำงานด้านสื่อสารมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ที่มีนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เป็นประธาน ได้แถลงตอบโต้การอภิปรายของนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ได้พาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า เข้าเป็นสมาชิกพรรคหลังการเป็นส.ส.

 โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. กทม. ชี้แจงว่า ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2535 และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะหัวหน้าพรรคในตอนนั้น ได้อนุมัติเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2535 พร้อมโชว์บัตรสมาชิกพรรคเเบบขยายของนายอภิสิทธิ์ขนาดเอ 3 ซึ่งมีลายเซ็นของนายชวน

 ขณะที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.ตรัง ได้แจงถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์รับราชการทหารว่า กรณีที่นายจตุพรพาดพิงนายอภิสิทธิ์ ที่มีอายุครบ 18 ปี เมื่อปี 2524 แต่ไม่ไปแจ้งลงทะเบียนทหารกองเกิน กรณีนี้นายอภิสิทธิ์ไปแจ้งภายกลังและถูกปรับ 100 บาท โดยเอกสารราชการระบุว่า ได้รับหมายเกณฑ์ทหารเมื่อวันที่ 7 เม.ษ. 2530 เมื่อถึงกำหนดไม่ได้ไปตรวจเลือกตามหมายเกณฑ์ ก็ปรากฏในบันทึกบัญชี สด. 16 ว่า “ขาด” พร้อมประทับตราว่าไม่เข้ารับการตรวจเลือก โดยไม่ปรากฏการบันทึกจำหน่ายว่าได้รับการยกเว้น หรือผ่อนผันแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีสด. 16 ยังระบุมาถึง ปี 2536 ว่าขาดการมาตรวจเลือก ดังนั้นชี้แจงว่า การเกณฑ์ทหารจะทำในช่วงเดือนเม.ษ.ของทุกปี โดยนายอภสิทธิ์ได้กรอกในแบบเอกสารสด. 44 ที่ทำการพระโขนง และได้ สด. 9 คือใบสำคัญการขึ้นบัญชีทหารกองเกิน เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2529 เพื่อใช้สำหรับหารเกณฑ์ทหาร และจะมีรายชื่ออยู่ในบัญชีทหารกองเกิน (สด. 1 ) ซึ่งต่อมาก็จะมีหมายเรียก (สด. 35 ) ซึ่งไปรับในเดือนธ.ค. ปี 29 โดยมีสถานเป็นทหารกองเกินเมื่อปี 2530 แต่ทั้งนี้ในปี 2529 นายอภิสิทธิ์ได้เข้าสมัครเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) และได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนในวันที่ 7 ส.ค. 30 ตำแหน่งรักษาการอ.ส่วนการศึกษา จึงถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ยกเว้น ที่กองทัพบกจะไม่ต้องเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ตามมาตรา 14 ของพรบ.รับราชการทหาร ปี 2497 ส่วนกรณีที่ในบัญชี สด. 16 ระบุว่าขาดการมาตรวจเลือกนั้น เนื่องจากไม่มีการแจ้งไปที่สัสดี เขตพระโขนง จึงไม่ได้ทำการแก้ไข ทั้งที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 14 มาแล้ว

 ต่อมานายอภสิทธิ์ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำแหน่งว่าที่ร้อยตรี ตามคำสั่งที่กห. 339 / 31 ลงวันที่ เมษ. 31 จึงถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นายทหารสัญญาบัตร และไม่จำเป็นต้องไปเกณฑ์ทหารเพื่อเป็นพลทหาร เอกสาร สด. 43 จึงไม่มีการดำเนินการใดต่อ จึงได้อ้างอิงถึงเอกสาร สด. 9 และสด. 20 ซึงเป็นใบผ่อนผันที่ใช้ประกอบคู่กันจึงไม่จำเป็นต้องอ้างถึงใบสด. 43 อย่างที่ฝ่ายค้านเข้าใจ ส่วนกรณีที่นายจตุพรสงสัยว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ ไปขอใบแทนสด. 9 เมื่อวันที่ 8 เม.ษ. 31 เหตุใดจึงไม่ระบุ ว่าวันที่บรรจุเป็นทหารกองเกินคือวันที่ 4 ก.ค. 29 ตามสด. 9 ใบเดิมนั้น จึงขอชี้แจงว่า ตามระเบียบไม่ต้องระบุเช่นนั้น โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1. ตั้งแต่อายุ 21-31 ขั้นที่ 2 นับต่อไป 7 ปี และขันที่ 3 นับต่อไปอีก 6 ปี ซึ่งใครมาขอขึ้นทะเบียนวันไหน ก็เป็นทหารกองเกินวันนั้น

 ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการทางการเมือง (วอร์รูม) กล่าวว่า ทั้งศูนย์ได้วิเคราะห์การอภิปรายของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ลีลาดีเหมือนเดิม แต่อืดอาด เน้นตลกโปกฮา เพราะเป็นเนื้อหาเก่า ที่สื่อมวลชนได้นำมาลงก่อนหน้านี้แล้ว เช่นกรณีบริษัทแมซไซอะ ครีเอชั่น จำกัด กับกรณีเงิน 258 ล้านบาท แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องกับพรรค คือหมายเลขแฟ็กซ์ 02-270-2521 ซึ่งเดิมตั้งที่เคานต์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของพรรค คนที่ผ่านไปผ่านมาใครก็สามารถใช้ได้ ซึ่งปัจจุบันเบอร์นี้ได้ต่อเป็นอินเนตอร์เน็ทใช้ในห้องผู้สื่อข่าว ส่วนกรณีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด มหาชน ที่นำเงินจากตลาดหลักทรัพย์มาทำการประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์