
นั่งรถ191ตะลุยเคอร์ฟิว...กรุงเทพฯเมืองร้าง
นับตั้งแต่รัฐบาลตัดสินใจประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมเป็นต้นมา เพื่อยุติปัญหาการจลาจลม็อบแดงบ้าคลั่งเผาบ้านเผาเมือง ราตรีในเมืองฟ้าอมรเปรียบเหมือนชายหนุ่มที่คึกคักก็กลับกลายเป็นชายชรานิ่งขรึมเศร้าสร้อย ปราศจากชีวิตไร้ชีวาเหมือนคน
นานกว่า 18 ปีแล้วที่กรุงเทพฯ ไม่เคยหลับใหล ครั้งสุดท้ายที่เมืองหลวงรุ่มรวยความสุขสนุกสนานแห่งนี้พบกับเคอร์ฟิวคือ เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ทว่ามนต์ขลังของกฎหมายฉบับนี้ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนได้ ภาพด่านตรวจทหารตำรวจตามจุดต่างๆ มีให้เห็นอยู่ดาษดื่น ป้องกันผู้คิดก่อความวุ่นวายซ้ำซ้อนในยามบ้านเมืองไม่ปกติ
"คม ชัด ลึก" มีโอกาสออกสำรวจตรวจตรากรุงเทพฯ ในวันที่ปราศจากแสงสีเสียงและผู้คนอย่างที่เคยเป็น โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ประสานให้เดินทางติดไปกับรถสายตรวจ 191 เริ่มตั้งแต่ 5 ทุ่ม รถสายตรวจหมายเลข 1028 มี ด.ต.บัณฑิต อุบล และ ด.ต.วราห์ นพมิตร ผบ.หมู่งานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) เข้ามารับทีมข่าวย่านรามคำแหง เนื่องจากไม่สามารถออกไปเองได้ เพราะถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
รถสายตรวจมุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวที่เคยคลาคล่ำไปด้วยรถรา เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังแข่งกับเสียงอึกทึกครึกโครมจากร้านรวงสองข้างทาง คืนนี้ทุกอย่างผิดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศเงียบสงัดถึงขั้นวังเวงใจ แสงไฟหลากสีอวดแสงนวลตาเชิญชวนลูกค้าถูกความมืดปกคลุม หลอดนีออนหลายหลอดได้หยุดพักไม่เปล่งประกายล้อแสงดาวเหมือนเคย บรรยากาศไม่ผิดอะไรกับตัวเมืองต่างจังหวัดในยามดึกสงัด ร้านรวงปิดให้บริการ มีเพียงยวดยานไม่กี่คันผ่านไปมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารแทบทั้งสิ้น
เมื่อถึงใต้ทางด่วนรามอินทราอาจณรงค์มุ่งหน้าถนนวิภาวดีรังสิตมีแผงไฟขนาดใหญ่ตั้งขวางถนนบอกให้รู้ชัดว่าเป็นจุดตรวจ ด้านหลังมีลวดหนามหีบเพลงและแผงเหล็กขวางถนนเป็นแนวยาว กรวยยางตั้งสลับฟันปลาเป็นช่องขนาดพอดีรถ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสาละวนอยู่กับการตรวจใบอนุญาตขับขี่ สำเนาคู่มือทะเบียนรถ จุดที่คาดว่าจะมีอาวุธซุกซ่อนอยู่ แต่ก็นานๆ ครั้งจึงจะมียวดยานพาหนะผ่านทางมาสักคัน
บรรยากาศจุดตรวจแห่งนี้รถราที่สัญจรผ่านส่วนใหญ่เป็นรถกระบะบรรทุกอาหารทะเล ประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา มุ่งหน้ามาส่งให้พ่อค้าแม่ขายตามตลาดใหญ่บนถนนสายลาดพร้าว ทั้งตลาดบางกะปิ ตลาดโชคชัย 4 ตลาดลาดพร้าว 101 เป็นต้น จากการสอบถามโชเฟอร์ทุกคันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้จะมีความยุ่งยากมากขึ้น แต่ก็ยินดีให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่รัฐเต็มที่ เพื่อความสงบสุขจะได้กลับคืนสู่สังคมโดยเร็วที่สุด
"จริงอยู่เรามีวิถีชีวิตที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นกว่าในสถานการณ์ปกติ แต่เรื่องแค่นี้เรายินดี เพราะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มันรุนแรงมากไป หากคนในสังคมไม่ยอมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เมื่อไรความสงบสุขถึงจะกลับคืนมา" ชัยพฤกษ์ แก้วไหม วัย 42 ปี ผู้ค้าส่งอาหารทะเลจากมหาชัยกล่าว
จากใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์มาถึงด่านตรวจดินแดง เมื่อหลายวันก่อนสมรภูมิรบกลางเมืองย่อมๆ เกิดขึ้นที่นี่ คืนนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงบถึงขั้นเงียบสงัด ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่หนีภัยยังไม่กลับเข้ามา นานๆ ครั้งจึงจะมีคนหลงทางผ่านมา เหมือนกับรถแท็กซี่สีชมพูคันหนึ่งที่กลับไปรับครอบครัวจากต่างจังหวัดแล้วหลงพลัดกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยไม่รู้ว่ารัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวต่ออีกหลายวัน
"จากการสอบถามเขาบอกว่าไปรับครอบครัวที่สุรินทร์ก่อนจะเกิดความรุนแรง เข้าใจว่ารัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวแค่ 1 วัน จึงเดินทางกลับ เมื่อตรวจค้นแล้วไม่พบอาวุธ มีเพียงเสื้อผ้า เด็กเล็ก ผู้หญิงและสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลอีก 2 ตัว จึงเสนอทางเลือกให้เขาหาที่พักแถวนี้รอจนกว่าจะเช้า เพราะหากขับรถเข้าไปก็จะเจอด่านตรวจอีกเป็นระยะๆ" ทหารประจำด่านกล่าว
จากดินแดงมุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักตัดนู้นออกนี่ ไม่นานนักก็ถึงด่านหัวลำโพงที่เงียบยิ่งกว่าเงียบ... ร.ต.ท.โสภณ พรามณี รอง สวป.สภ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาเดินทางมาจากแปดริ้วเมื่อหลายวันก่อน หลังเกิดเหตุจลาจล 19 พฤษภา 2553 บช.น.ประสานขอกำลังเสริมตั้งด่านตรวจค้นอาวุธป้องกันเหตุร้าย เขาถูกส่งให้มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าด่านหัวลำโพง
คืนแรกที่ประกาศเคอร์ฟิวมีการตั้งด่านตรวจ 13 จุดทั่วกรุง ถัดจากนั้นมาก็เพิ่มเป็น 25 จุด ปฏิบัติการต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กำลังพลผู้ปฏิบัติจะพร้อมรับสถานการณ์ตลอดเวลา ติดอุปกรณ์ประจำกาย ประกอบด้วย เสื้อเกราะอ่อนกันกระสุน อาวุธปืนพก วิทยุสื่อสาร ไฟฉาย และรถยนต์สายตรวจติดสัญญาณไฟวับวาบทั้งกลางวันกลางคืน เน้นการตรวจค้นยานพาหนะ บุคคลต้องสงสัย บังคับใช้กฎหมายตามความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากนั้นรายงานให้ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยส่วนหน้า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.) ทราบทุก 1 ชั่วโมง แต่หากมีเหตุด่วนเหตุร้ายให้แจ้งในทันที
"ช่วงที่ตั้งด่านผมยังไม่เจอเหตุการณ์อะไรรุนแรงเลย มีแต่ช่วงประกาศเคอร์ฟิววันแรกผมไปประจำอยู่ที่ด่านถนนเพชรบุรีแถวๆ มักกะสัน คืนนั้นมีคนกลับจากต่างประเทศเยอะมาก พอแสดงตั๋วเครื่องบินก็ปล่อยให้ผ่านไป เพราะเขามีความจำเป็น ถึงแม้จะมีเคอร์ฟิวถ้าใครมีความจำเป็นก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราสามารถอะลุ้มอล่วยให้ได้" ร.ต.ท.โสภณ ให้ความเห็น
ราตรีกาลแห่งเคอร์ฟิวบนถนนราชประสงค์ บ่อนไก่ สามเหลี่ยมดินแดง และราชปรารภ สมรภูมิรบอันดุเดือดทางความคิดแทบกลายเป็นเมืองร้าง ความมืดที่แผ่ปกคลุมบวกกับความเงียบ ส่งให้กลิ่นไหม้เหม็นเอียนๆ ลอยมาแตะจมูกจนเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสัมผัสจางๆ รถเข็นขายของนานาชนิดที่ไม่เคยห่างหายไปจากฟุตบาทกรุงเทพฯ เซเว่นอีเลฟเว่น ผู้ประกาศตัวอย่างทระนงว่าเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มาบัดนี้พวกเขาเป็นเหมือนคนตระบัดสัตย์ขึ้นทันตา
เมืองที่เคยอุดมไปด้วยอาหารการกินทั้งวันทั้งคืน วันนี้ทุกอย่างว่างเปล่า แม้แต่สถานบันเทิงขึ้นชื่อว่าเป็นหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ ให้คึกคะนองอย่างอาร์ซีเอ รัชดาซอย 4 และตลาดโต้รุ่งหลายแห่ง ตกอยู่ในอาการซึมเซา เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก ตรงกันข้ามความเคลื่อนไหวเดียวที่ตรวจพบ คือ เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์รถสายตรวจ สัญญาณไซเรนที่ดังพอได้ยินเป็นระยะๆ และภาพเจ้าหน้าที่ชุดปะฉะดะที่ขับรถเป็นขบวนยาวรอบแยกราชประสงค์และตามจุดเสี่ยง เหมือนประกาศให้รู้ว่า ตลอดค่ำคืนนี้พวกเขาจะทำงานกันตลอดทั้งคืน เพื่อดูแลบ้านเมืองให้เป็นปกติสุข
พ.ต.ต.ดวงโชติ สุวรรณจรัส สว.งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.สปพ.รับผิดชอบชุดปฏิบัติการ 30 คัน จะวิ่งตรวจตราไปทั่วกรุงเทพฯ ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในกรณีมีการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย ซึ่งช่วงประกาศเคอร์ฟิวคืนแรกพบว่ามีการก่อเหตุกมากที่สุด หลังการจับกุมผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นคนเมาและมิจฉาซีพที่ฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย
พล.ต.ต.ธนพล สนเทศ ผบก.สปพ.บอกว่า หลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้สั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ทั้งรถยนต์สายตรวจและสายตรวจรถจักรยานยนต์ออกตรวจเป็น 2 ชุด แรกตรวจตรารอบสถานที่ปะทะเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 อีกชุดตระเวนอยู่รอบนอก นอกจากนี้ยังจัดเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบไปอบรมผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ รปภ.ตึกสูง รวมถึงชุมชนต่างๆ เรื่องการเฝ้าระวังกลุ่มคนที่คิดจะก่อกวนบ้านเมืองในสภาวะแบบนี้
"ช่วง 3 วันแรก พบว่าคืนแรกและคืนที่สองจะมีกลุ่มก่อความวุ่นวายออกมาสร้างสถานการณ์มากสุด โดยคืนแรกเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้จับกุมหลังรับแจ้งเหตุ แต่ช่วงคืนที่สองชาวบ้านต่างก็ให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ช่วยดูแลกันเอง อยากจะเตือนกลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนอง หรือผู้ที่ต้องการซ้ำเติมบ้านเมือง ให้หยุดความคิดแบบนั้นเสีย มันไม่คุ้ม หากถูกจับได้จะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด หรืออาจได้รับอันตรายหากเจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด อย่างไรก็ดี หลังจากนี้แม้จะยกเลิกเคอร์ฟิวชุดทำงานก็ยังคงต้องเฝ้าระวังต่อไป" ผบก.สปพ.กล่าว



