ข่าว

คลังห่วงภาระหนี้พุ่งบั่นทอนเสถียรภาพเหตุถอนพ.ร.บ.เงินกู้

คลังห่วงภาระหนี้พุ่งบั่นทอนเสถียรภาพเหตุถอนพ.ร.บ.เงินกู้

23 พ.ค. 2553

คลังวิตกภาระหนี้ภาครัฐพุ่ง สิ้นปีนี้แตะที่ 50% ส่งสัญญาณรัฐบาลลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลงจาก 62% เหลือ 58% ในปี 2555 หวั่นรัฐบาลใหม่อ้างความเดือดร้อนประชาชน ดึงเงินกู้ 4 แสนล้านกลับมาใช้อีกในรูปพ.ร.ก.

 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสินปีงบประมาณ 2553 นี้ หากกระทรวงการคลังกู้เงินตามขาดดุลงบประมาณและตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะส่งผลสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 49-50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งระดับหนี้สาธารณะหากอยู่ที่ 50% แม้จะยังไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลัง แต่ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในภาวะที่ประเทศยุโรป ทั้งกรีซและอีกหลายประเทศเริ่มมีปัญหาหนี้สูงมากจนยากต่อการบริหารจัดการ ทำให้ สบน.ต้องส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลให้ลดการกู้เงินลง เพราะหากยังเดินหน้ากู้เงินตามพ.ร.บ. 4 แสนล้านบาท จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นไปถึง 62% ในปี 2555 ซึ่งถือว่าสูงมาก และสูงกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ขยายไว้จาก 50% เป็น 60% 

 "จากตัวเลขหนี้ที่เริ่มเกินอัตรา 50% ก็ถือว่าน่าเป็นห่วงจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่กระทรวงการคลังต้องขอถอน พ.ร.บ.ออกมาเพราะจะช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลงไปได้ 4% เหลือภาระหนี้ที่พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ 58% ในปี 2555 ตามแผนการใช้เงินในโครงการไทยเข้มแข็งระยะ 3 ปี หรือระหว่างปี 2553-2555 จากนั้นจะเริ่มปรับลดลงมาตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ" แหล่งข่าวกล่าว

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีความเป็นห่วงว่าหากมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ตามที่นายกฯ ได้ประกาศวันที่เลือกตั้งไว้ก่อนหน้านี้ อาจทำให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาหาช่องทางใช้เงินโดยดึงเอาพ.ร.บ. 4 แสนล้านบาทกลับมาอีกและเสนอเป็น พ.ร.ก.แทน เพราะงบประมาณปี 2554 นั้นได้จัดสรรวงเงินไว้หมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถเพิ่มโครงการใหม่ๆ เข้าไปได้ โดยอาจจะอ้างสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ประกอบการและความจำเป็นในการดูแลภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการคลังได้