
เสร็จศึกก็ไร้สี
24 พ.ค. 2553
ไม่เพียงทะเลเพลิงที่เผาผลาญอาคาร ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร นับสิบแห่งพร้อมกันในใจกลางกรุงเทพมหานครเท่านั้น หากแต่พลันที่ผู้ชุมนุมราชประสงค์สลายตัว พร้อมกับคำสั่งเสียสุดท้ายของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้เคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเป็นอิสระ พายุอารมณ์ของคนต่างสีเสื้อ ต่า
สื่อมวลชนที่ในยามปกติย่อมอยู่นอกเหนือพื้นที่ความขัดแย้ง ก็ถูกลากดึงลงไปในหล่มโคลนแห่งความเกลียดชัง ผู้คนในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ต่างระดมถ้อยคำ ความรู้สึกเข้าใส่กัน คล้ายแผ่นดินนี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับความรักและความเข้าใจให้กัน ไม่มีสรรพสำเนียงและการประนีประนอมซึ่งเป็นธรรมชาติของคนไทยอีกแล้ว
หากพิเคราะห์ ลักษณะประชากรระหว่างการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 เปรียบเทียบกับการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งต่อเนื่องมาจากเดือนมีนาคม จะพบความจริงบางประการ ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ประการหนึ่ง คือที่มา คนเดือนพฤษภาคม 2535 เป็นคนชั้นกลางในเมืองเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านั้นมาด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการต่อต้านระบอบอำนาจนิยม (รสช.) ที่พยายามสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ประการหนึ่ง คือการใช้สื่อ คนเดือนพฤษภาคม 2535 ใช้สื่อบุคคล โทรสาร โทรศัพท์มือถือ ส่งข่าวสาร ข้อมูลแก่กัน สู้กับสื่อของรัฐ ที่พยายามบิดเบือนข่าวสารตลอดเวลา แม้กระทั่งคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำรัฐบาลขณะนั้น ที่ว่าผู้ชุมนุมเป็นคนกลุ่มน้อย เพียง 0.5% ของประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้แตกต่างจากคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิง
คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ มาจากภาคเกษตรกรรม บางส่วนเป็นหัวคะแนนพรรคการเมือง อีกหลายส่วนมาจากสินจ้าง คล้ายการชุมนุมเป็นการมาทำงานในเมืองชนิดหนึ่ง ในขณะที่กลุ่มนำในเดือนพฤษภาคม 2535 คือสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่ได้สถาปนาอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤษภาคม 2535 เป็นการรวมตัวกันของบรรดาผู้นำทางความคิดในสังคมที่ไม่มีผลประโยชน์อื่นใด นอกจากความคิดและเป้าหมายร่วมกันในการโค่นล้มอำนาจนิยม ซึ่งตรงข้ามกับแกนนำในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ล้วนมีผลประโยชน์และเป้าหมายที่จะล้มรัฐบาล สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อเป็นเงื่อนไขปูทางกลับคืนสู่อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ และมีเงินทุนสนับสนุนการทำงานมหาศาล
ฉะนั้น หากมองกลุ่มผุ้ชุมนุมอย่างจำแนกแยกแยะแล้ว อาจเห็นคนในกลุ่มเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ 1.ระดับแกนนำที่มีผลประโยชน์ และภารกิจหลักในการโค่นล้มรัฐบาล 2.ระดับปฏิบัติการ ในการระดมคน สร้างแรงจูงใจให้มาร่วมชุมนุม จัดการบริหาร สวัสดิการ ค่าจ้าง ดูแลรักษาความปลอดภัย สาธารณูปโภคพื้นฐาน และ 3.ระดับชาวบ้าน ที่อาจแยกย่อยได้อีกหลายกลุ่ม แต่ส่วนหนึ่งพวกเขามาด้วยความใสซื่อ บริสุทธิ์ใจ และเชื่อว่านี่เป็นการต่อสู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเขาอย่างแท้จริง หลังการสลายตัวของผู้ชุมนุม ชาวบ้านบางคนบอกว่า เขาอยากจะกลับหลายวันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะกลับอย่างไร ไม่มีเงิน ไม่มีคนพากลับ อีกหลายคนก็ไม่ได้มีความคิดเช่นเดียวกับที่คนบนเวทีบอก วันนี้บ้านเมืองย่อยยับเพียงพอแล้ว อย่าให้ในหัวใจของเราย่อยยับไปด้วยความเกลียดชังอีกเลย



