
รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์23พ.ค
วันนี้ (23 พ.ค.) เวลา 09.00 น. ณ ศาลากิตติสุข กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นครั้งที่ 69 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุก
พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เช้าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งขณะนี้เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้สงบลง และเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ณ ขณะนี้ผมทราบว่าทางกรุงเทพมหานครได้มีการเชิญชวนพี่น้องประชาชน ซึ่งได้สนใจอยากที่จะเข้ามาร่วมกันฟื้นฟูบ้านเมืองของเรา โดยเริ่มต้นจากการที่ได้เข้าไปดำเนินการในการทำความสะอาดในพื้นที่บริเวณราชประสงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งขณะนี้ได้มีการส่งมอบให้กับทางกรุงเทพมหานคร เข้าไปดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเรื่องของการจราจร และในการเปิดทำการต่าง ๆ ในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันพรุ่งนี้นั้นจะเป็นวันที่มีการเปิดการทำการในเรื่องของราชการและโรงเรียน หลังจากที่ได้มีการหยุดราชการและมีการเลื่อนการเปิดเทอมมาเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์
สำหรับการดำเนินการของรัฐบาลต่อ ๆ ไปนั้นในช่วงที่ 2 ของรายการจะได้มีการพูดคุยกับพิธีกรรับเชิญในเรื่องของแผนปรองดอง ในเรื่องของการฟื้นฟูบ้านเมืองของเราต่อไป แต่ในช่วงต้นนั้นผมอยากจะขอใช้โอกาสนี้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนเพื่อทำความเข้าใจลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะว่าในช่วงสัปดาห์เศษ ๆ ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียทั้งในเรื่องของชีวิตและทรัพย์สินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน จะได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มาโดยลำดับ
ผมอยากเท้าความอย่างนี้ครับว่าประมาณ 10 กว่าวันที่แล้วหลังจากที่ผมได้เสนอแผนปรองดอง 5 ข้อ เสนอให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน คือในช่วงปลายปี ถ้าหากว่ามีการคลี่คลายสถานการณ์ และเชิญชวนทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกระบวนการปรองดอง แล้วประสบผลสำเร็จ และบ้านเมืองสงบ ก็ปรากฏว่าในขณะนั้นทางผู้ชุมนุมโดยทางแกนนำนั้นใช้เวลาอยู่ประมาณสัปดาห์กว่า ๆ แสดงท่าทีในการตอบรับที่จะเข้าร่วมกระบวนการปรองดอง แต่ไม่ยอมยุติในเรื่องของการชุมนุม ซึ่งสุดท้ายการเข้าสู่กระบวนการปรองดองที่เป็นรูปธรรม ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการยุติการชุมนุมนั้น ทางฝ่ายแกนนำนั้นได้ปฏิเสธ แม้ว่ารัฐบาลได้ให้เวลามาเป็นระยะเวลากว่า 1 สัปดาห์ หลังจากที่มีการปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการปรองดองดังกล่าว ทางรัฐบาลก็มีความจำเป็นในการที่จะมาวางแผนหรือวางแนวทางในการคืนความเป็นปกติให้กับสังคม เพราะต้องยอมรับว่าการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เป็นระยะเวลาเดือน ๆ กว่า ถ้านับที่ผ่านฟ้าก็ประมาณ 2 เดือน ก็ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ทั้งที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น หรือต้องสัญจรไปมาผ่านบริเวณนั้นในยามปกติ
สิ่งที่รัฐบาลและศอฉ.ได้ตั้งโจทย์ก็คือว่าเราจะทำอย่างไรในการที่จะทำให้การชุมนุมนั้นสามารถยุติลงได้โดยให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เราทราบดีว่าถ้าหากว่ามีการเข้าไปสลายการชุมนุม หรือเข้าไปปราบปรามนั้น การสูญเสียจะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะประสบการณ์ของวันที่ 10 เมษายน ได้บ่งบอกว่ามีกองกำลังติดอาวุธที่เป็นผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่กับการชุมนุม นอกจากนั้นก็มีรายงานมาโดยตลอดว่าอาวุธหรือสิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถก่อวินาศกรรมในพื้นที่ดังกล่าวนั้น ก็มีจำนวนมาก ตรงนี้ล่ะครับคือแนวทางซึ่งทำให้เราได้ใช้ปฏิบัติการที่เรียกว่า การกระชับวงล้อม หลักคิดก็คือว่าถ้าเราสามารถที่จะเริ่มปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมได้ ทำให้ไม่มีการนำเอาคนหรือประชาชนต่าง ๆ เข้ามาสู่ในพื้นที่มีการชุมนุมเพิ่มขึ้น และก็กดดันให้ลดลงโดยลำดับ น่าจะนำไปสู่การยุติการชุมนุมได้ โดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด การกระชับวงล้อมก็เกิดขึ้นโดยการให้ทางเจ้าหน้าที่ทหารนั้นเข้าไปตั้งด่านใน 4 ทิศทางที่เข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งในการตั้งด่านนั้นก็มีความจำเป็นที่ทางทหารและเจ้าหน้าที่นั้น จะต้องมีการเว้นระยะและจะต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องของการใช้อาวุธจริง
เหตุผลก็คือว่านอกเหนือจากการที่มีกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งได้ปฏิบัติการอยู่เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว ดังที่เราจะเห็นว่าทำให้เกิดความสูญเสียก่อนหน้านั้น ยังมีประเด็นในเรื่องของปัญหาการยิงเอ็ม 79 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงออกมาจากพื้นที่การชุมนุมบริเวณหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในบริเวณลานพระบรมรูปที่ติดอยู่กับสวนลุมพินี ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้จะต้องมีการวางแผนเพื่อให้ทหารนั้นสามารถที่จะตั้งด่าน และปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งเมื่อได้มีการดำเนินการกระชับวงล้อมตรงนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ปรากฏว่ามีความพยายามของประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงผู้ที่ติดอาวุธได้พยายามที่จะเข้าโจมตีด่านทั้ง 4 ทิศทางของพื้นที่การชุมนุม เราจะเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดง ไม่ว่าจะเป็นที่บริเวณที่ถัดเข้ามาตรงถนนราชปรารภ ไม่ว่าจะเป็นคลองเตย บ่อนไก่ และพื้นที่อื่น ๆ ช่วงนี้ล่ะครับเป็นช่วงที่เกิดการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมากพอสมควร ประมาณ 40 กว่าชีวิต
ผมอยากจะขอย้ำครับว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์เลย การชุมนุมที่นั่นก็สามารถที่จะดำเนินการไปได้อย่างปกติ แต่ความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นจากการปะทะกันกับกลุ่มคนซึ่งพยายามเข้ามาโจมตีด่านของทหารในบริเวณที่มีการตั้งด่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในบริเวณถนนพระราม 4 บ่อนไก่ คลองเตย และบริเวณถนนราชปรารภ ดินแดง ซึ่งเหตุการณ์นั้นนำไปสู่ความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ทั้งที่เป็นผู้สื่อข่าว ทั้งที่เป็นประชาชนธรรมดา ผมอยากจะกราบเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องของการปกป้องด่านเท่านั้นเองครับ และก็มีแนวทางในการใช้กำลังอย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการป้องกันตัวเท่านั้น
อยากจะขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าถ้าท่านติดตามข่าวสารจะพบครับว่าในช่วงนั้นมีการยิงเอ็ม 79 เข้ามาในพื้นที่บริเวณที่มีการตั้งด่านอยู่มากกว่า 100 ครั้ง เพียงแต่ว่าการวางแผนของทางทหารนั้นมีความรัดกุมพอสมควร จึงได้เลือกที่จะตั้งด่านและหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่นอกพิสัยของการยิงเอ็ม 79 เพราะเราพอทราบว่าการยิงเอ็ม 79 นั้นมาจากพื้นที่ใด อันนี้คือจุดที่ทำให้ มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมการปะทะกันในขณะนั้น ความสูญเสียกับเจ้าหน้าที่ไม่เกิดขึ้น เพราะว่ามีการวางแผนมาอย่างรัดกุม ช่วงนั้นที่มีการสูญเสียมากครับ ถ้าพี่น้องจำได้ทางรัฐบาลและศอฉ.ได้เตือนไปแล้วว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายนั้นมีเป้าหมายในการทำร้ายประชาชนด้วยกันเอง มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะเริ่ม ที่จะทำร้ายกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เช่น อาสาสมัครที่เข้าไปทำงานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสาธารณสุข ทางด้านป้องกันภัย หรือด้านอื่น ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการนำเอาความสูญเสียเหล่านี้มากดดันทางรัฐบาล มากดดันทางเจ้าหน้าที่ ภาพที่เราเห็นต่อมาซึ่งมีหลายคนบันทึกได้จะบ่งบอกถึงความพยายามที่จะทำสิ่งนี้ครับ ที่เศร้าสลดที่สุดก็คือเราได้เห็นรูปของการเอาเด็กเล็กมาอยู่ตรงบังเกอร์ที่มีการตั้งไว้โดยใช้ยาง เสมือนกับว่าต้องการว่าถ้าหากว่ามีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่นั้น เด็กก็อาจจะกลายเป็นโล่ และอาจจะกลายเป็นผู้ที่สูญเสีย เราสูญเสียชีวิตของเด็กขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด ในระหว่างนั้นการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การเผายาง แม้กระทั่งการเผาอาคารต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นความพยายามที่จะเข้ามาโจมตีด่านของทหารที่จะปิดล้อมการชุมนุม
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้จนถึงประมาณระยะเวลาก็คือเสาร์ อาทิตย์ ที่แล้วต่อเนื่องมาจนวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม ก็มีความพยายามของกลุ่มคนกลางต่าง ๆ ที่อยากจะเรียกร้องให้มีการเจรจากัน และมีการหาแนวทางในการที่จะบริหารจัดการพื้นที่ เช่น มีผู้เสนอให้มีการจัดทำเขตพื้นที่วัดปทุมวนารามฯ เป็นเขตอภัยทาน ผมขอกราบเรียนครับว่าจุดยืนของรัฐบาลและศอฉ.ขณะนั้นชัดเจน เราบอกมาตลอดครับว่าดีที่สุดก็คือทุกคนเข้ามาสู่กระบวนการปรองดอง และดีที่สุดก็คือว่าต้องมีการยุติการชุมนุม เราเห็นชัดเจนครับว่าหากการชุมนุมยืดเยื้อต่อไป มีแต่จะมีการสะสมความสูญเสียมากขึ้นโดยลำดับ และก็เป็นไปไม่ได้ครับที่พี่น้องประชาชนที่เป็นพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ จะยอมให้มีการยึดพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ไปไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเริ่มเห็นการหมดความอดทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเริ่มมีความพร้อมที่จะเข้าไปปะทะหรือไปต่อสู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งในแง่ของการที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นระหว่างประชาชนด้วยกันเอง พี่น้องในบางชุมชน เช่น ชุมชนบ่อนไก่ ก็ต้องประสบกับปัญหาอย่างหนักหน่วง เพราะว่าในที่สุดแล้วเมื่อมีเหตุความไม่สงบ ก็มีปัญหาในเรื่องน้ำ ไฟ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ และหนักกว่านั้นก็คือว่าแม้กระทั่งเรื่องอาหาร ใครพยายามที่จะเอาอาหารเข้าไปช่วยก็กลับถูกยิงตอบโต้มาโดยกลุ่มกองกำลังผู้ติดอาวุธที่ติดอาวุธหรือที่เราเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั่นเอง
ตรงนี้ครับคือสิ่งที่ผมได้สื่อสารไปถึงบรรดากลุ่มหรือบุคคลต่างๆ ที่อาสาตัวเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจา ว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันขอให้ทางฝ่ายผู้ชุมนุมนั้นได้ยุติการชุมนุม เพราะว่าพี่น้องประชาชนในบริเวณการชุมนุมขณะนั้นไม่ได้เป็นปัญหา และอาจจะไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในบริเวณรอบ ๆ พื้นที่การชุมนุม แต่เมื่อยุติการชุมนุมแล้วทางรัฐบาลก็พร้อมที่จะเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ข้อ รวมทั้งได้มาปรึกษาหารือกันในทางการเมืองต่อไป นี่คือข้อเสนอที่ผมได้หยิบยื่นให้กับบรรดาบุคคลที่อาสาตัวเข้ามาเป็นคนกลาง ผมขอเรียนว่าในวันจันทร์ที่ 17 และวันอังคารที่ 18 ก็เป็นจุดยืนที่มีความชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะนี้ในส่วนของรัฐบาล ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ชุมนุมนั้นจะใช้คำว่า ขอให้มีการหยุดยิง ซึ่งเราก็ได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าทางทหารนั้นไม่ได้เข้าไปดำเนินการในการสลายการชุมนุม ขอคืนพื้นที่ หรือปราบปรามพี่น้องประชาชนแต่ประการใด เป็นเพียงตั้งด่านเพื่อที่จะปิดล้อมการชุมนุมเท่านั้นเอง และการยิงทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการยิงเพื่อป้องกันตัว ป้องกันชีวิต และตอบโต้ดังที่มีการชี้แจงของศอฉ.อย่างชัดเจน พี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารจะจำได้ว่า เราจะเห็นคลิปต่าง ๆ กรณีบุคคลพยายามที่จะเข้าไปจุดไฟเพื่อให้เกิดการระเบิดขึ้นของรถแก๊ส ก็ปรากฏว่าถูกยิง ซึ่งทหารก็ยิงที่ขา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการใช้อาวุธทั้งหลายนั้นจึงยึดตามหลักสากลในเรื่องของการที่จะใช้อาวุธจริงในกรณีที่มีการปกป้องตัวเองหรือรักษาชีวิต หรือรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้นครับ
ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้มีความแตกต่างกัน ด้านรัฐบาลก็อยากให้ยุติการชุมนุม ด้านผู้ชุมนุมก็เรียกร้องใช้คำว่า หยุดยิง รูปธรรมของการที่พูดคุยเพื่อจะนำไปสู่การพูดคุยกัน และก็มีการเจรจานั้น ผมได้รับการติดต่อ 2 ด้าน ด้านแรกคือจากท่านประธานวุฒิสภา ซึ่งได้มีการแจ้งให้ผมทราบว่ามีสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยากจะเข้าไปทำหน้าที่ในการพูดคุยกับแกนนำผู้ชุมนุม และพูดคุยกับผม ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ว่าขอให้มีความชัดเจนว่าข้อเสนอในการที่จะนำไปสู่ข้อยุติที่นำไปสู่ความสงบนั้นคืออะไร แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าให้ยุติการชุมนุม แล้วมาพูดจากันในเรื่องของแผนการปรองดอง ขณะเดียวกันก็มีสมาชิกวุฒิสภาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งติดต่อผมมาเช่นเดียวกัน และบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการมีการเจรจา ความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คล้าย ๆ กับของรัฐบาล คือว่าคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะนำความสงบ และลดความสูญเสีย ก็คือการยุติการชุมนุม การเจรจานั้นเขาก็กังวลเหมือนที่รัฐบาลกังวลครับ ว่าระหว่างที่พูดคุยกับแกนนำที่อยู่ที่ราชประสงค์นั้นพื้นที่รอบ ๆ นั้นก็จะมีความสูญเสีย มีการยิงเอ็ม 79 มีการส่งกองกำลังเข้ามาโจมตี ปะทะกับทหารอยู่เป็นระยะๆ ที่สำคัญก็คืออาจจะมีการเคลื่อนย้ายทั้งคนทั้งอาวุธ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์นั้นมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อผมติดต่อกับท่านประธานวุฒิสภา ครั้งสุดท้ายนั้นท่านประธานวุฒิสภาได้แจ้งกับผมว่า เพื่อที่แสดงออกถึงความชัดเจนว่าจะมีการเข้าสู่กระบวนการเจรจาจริง ทางฝ่ายผู้ชุมนุมได้บอกผ่านทางท่าน ส.ว.มายังท่านประธานว่าหลังจาก 18.00 น. คือหลังจากหกโมงเย็น จะเห็นชัดเจนว่ามีการหยุดยิงจากฝ่ายที่เป็นมวลชนที่เข้ามาปะทะกับเจ้าหน้าที่ ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปครับว่า ผมอยากจะเห็นว่าหลังหกโมงเย็นไปแล้ว นอกเหนือจากใช้คำว่า หยุดยิง นั้น ขออย่าให้มีการปฏิบัติการใด ๆ ทั้งสิ้น ของกองกำลังของมวลชนในบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ และก็ขอคืนความเป็นปกติให้กับพื้นที่ อย่างเช่น บ่อนไก่ คลองเตย ราชปรารภ และดินแดง ท่านประธานท่านก็บอกว่าท่านก็จะสื่อสารข้อความนี้ไปยังทางกลุ่ม ส.ว. ซึ่งทำงานทางด้านนี้ หลังจากนั้นผมไม่ได้รับการติดต่อครับ และสิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าหลังหกโมงเย็นของวันที่ 18 นั้นก็ยังปรากฏว่ามีการยิงเอ็ม 79 ยังมีปฏิบัติการของมวลชนต่าง ๆ บริเวณรอบนอกเหมือนเดิม ดังนั้นผมจึงเข้าใจครับว่าการเจรจานั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาผมมาทราบว่าในช่วงค่ำประมาณทุ่มสองทุ่ม ทางกลุ่ม ส.ว.เองได้เข้าไปพบกับกลุ่มแกนนำ แต่ก็ชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่ายังไม่มีข้อยุติ และที่สำคัญคือปฏิกิริยาของมวลชนที่ชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์นั้นก็ยังไม่ได้ตอบรับแนวทางของทางกลุ่ม ส.ว.ใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมได้รับการติดต่อจากกลุ่มองค์กรเอกชนอีกกลุ่มหนึ่งครับ ในเย็นหรือค่ำวันเดียวกัน ซึ่งก็พูดเช่นเดียวกันว่าจะไปนำข้อเสนอของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) มาให้ผมได้รับทราบ ข้อเสนอซึ่งส่งมาถึงผมเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปรากฏว่าบอกว่าจะขอให้ทางทหารถอนกำลังออกไปก่อน แล้วจะมีการเรียกมวลชนจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาที่ราชประสงค์ ผมก็ได้เรียนกลับไปว่าข้อเสนอนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ เพราะทำให้การแก้ปัญหาของการชุมนุมที่ราชประสงค์นั้นยากขึ้นไปอีก เพราะจะมีคนกลับเข้าไปชุมนุมมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลหรือศอฉ.ได้ปิดล้อม และทำให้การชุมนุมนั้นเบาบางลงแล้ว จึงได้ปฏิเสธไป นั่นเป็นการบ่งบอกครับว่าเมื่อคืนของวันที่ 18 นั้น ช่องทางของการพูดคุยของการเจรจา รัฐบาลได้ตอบไปอย่างชัดเจนแล้วว่า คงไม่สามารถดำเนินการได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้ชุมนุมประกาศยุติการชุมนุม ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้น
สิ่งที่ ศอฉ.ได้ดำเนินการต่อไปแล้วก็จึงนำไปสู่ปฏิบัติการในช่วงเช้าของวันพุธ ก็คือการเข้าไปแก้ไขปัญหาพื้นที่สวนลุมฯ ที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาพื้นที่สวนลุมฯ ลานพระรูป และบริเวณที่ติดกับโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะว่าเป็นที่ชัดเจนว่าบริเวณนั้นคือจุดซึ่งมีการยิงเอ็ม 79 ออกมามากมาย มีเรื่องของอาวุธ และก็เป็นเงื่อนไขของความรุนแรง รวมไปถึงมีเส้นทางที่เชื่อมโยงออกจากพื้นที่นั้น ที่มีการลำเลียงทั้งคนและอาวุธไปยังพื้นที่บริเวณบ่อนไก่ ดังนั้นเช้าตรู่ของวันพุธ จึงมีปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการกระชับวงล้อมเข้าไป โดยมีเป้าหมายที่จะไปหยุดอยู่ที่แยกสารสิน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นการปิดล้อม กระชับวงล้อมให้แคบลงสำหรับพื้นที่การชุมนุมในราชประสงค์เพื่อกดดันให้มีการยุติการชุมนุม เช้าวันนั้นก็ต้องขอเรียนครับว่าปฏิบัติการโดยรวมนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลายคนเคยคาดการณ์ว่าปฏิบัติการเช่นนี้จะต้องนำไปสู่การสูญเสียเป็นจำนวนมาก ที่สุดในขณะนี้เท่าที่มีการตรวจสอบมานั้น ก็ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการ 6 ราย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ใน 6 รายนั้นก็เป็นทหาร 1 นาย และเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 1 ราย ซึ่งสาเหตุ รายละเอียดต่าง ๆ ก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป แต่กรณีของทหารและกรณีของผู้สื่อข่าวต่างประเทศซึ่งอยู่ด้วยกันนั้น โดนทั้งเอ็ม 79 และโดนยิง ซึ่งผมขอย้ำอีกครั้งว่าการใช้เอ็ม 79 นั้นเป็นการใช้โดยฝ่ายกองกำลังติดอาวุธอย่างเดียว เพราะว่ากองกำลังทหาร หรือเจ้าหน้าที่ของเรานั้น ไม่มีการใช้เอ็ม 79
นี่คือจุดที่นำไปสู่การกดดันที่ให้ผู้ที่เป็นแกนนำของการชุมนุมนั้นประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณบ่ายโมง ถ้าผมจำไม่ผิด การประกาศยุติการชุมนุมนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะว่าเป็นการที่จะยุติไม่ให้เกิดความสูญเสียเพิ่มเติม และผมคิดว่าก็เป็นผลมาจากเรื่องของการกดดันที่มีการเข้าสู่พื้นที่ในบริเวณแยกสารสินได้ เมื่อมีการยุติการชุมนุม บรรดาแกนนำนั้นก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยการเข้ามอบตัว แต่ว่าทันทีที่มีการมอบตัวนั้น ก็ปรากฏว่าแทนที่มวลชนจะกลับบ้านตามที่ได้มีการประกาศ และประสานกับทางเจ้าหน้าที่ไว้ ก็คือเดินไปสู่สนามกีฬาศุภชลาศัย ซึ่งมีการจัดรถเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่มีชุมนุมกลับบ้านได้นั้น กลับปรากฏว่าพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งนั้นไม่สามารถ หรือยังไม่เดินทางไปที่สนามศุภชลาศัย ส่วนหนึ่งก็เข้าไปพักพิงที่วัดปทุมฯ ส่วนหนึ่งก็เข้าไปอยู่บริเวณอัมรินทร์ ส่วนหนึ่งก็เข้าไปอยู่ในบริเวณของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งก็เข้าใจได้ครับ เพราะว่าหลายคนยังมีความไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ
แต่ขณะเดียวกันครับทันทีที่มีการยุติการชุมนุม ก็มีกลุ่มก่อการร้ายส่วนหนึ่งเดินหน้าในการก่อวินาศกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการเผาเพลิงทันที ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวางเพลิง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเซ็นทรัลเวิลด์ จะเป็นกรณีของสยามสแควร์ ลุกลามไปจนถึงพื้นที่อย่างเช่น ช่อง 3 และพื้นที่อื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีศาลากลาง และมีการเคลื่อนไหววางเพลิงเช่นเดียวกัน จะเป็นขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เกิดขึ้นโดยมีการเตรียมการมีการจัดการด้วย ซึ่งในหลายพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถที่จะเข้าไประงับเหตุ เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะมีกองกำลังติดอาวุธหรือผู้ก่อการร้ายนั้นใช้อาวุธยิงตอบโต้มาโดยตลอด อันนี้เกิดขึ้นทั้งในบริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งในบริเวณสยามสแควร์ ในส่วนของช่อง 3 และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้น
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารนั้นได้หยุดปฏิบัติการในการกระชับวงล้อม เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในที่ชุมนุมนั้นสามารถกลับบ้านได้ด้วยความมั่นใจ ดังนั้นสิ่งที่น่าจะชัดเจนคือว่าการชุมนุมนั้นยุติตั้งแต่บ่ายโมง ทางเจ้าหน้าที่ทหารนั้นจะเข้าไปในพื้นที่ซึ่งไม่มีประเด็นปัญหาที่จะนำไปสู่การปะทะกับผู้ชุมนุมใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเราถือว่าการชุมนุมนั้นได้ยุติลงแล้ว จะเห็นได้ว่าทางกองกำลังซึ่งเข้ามาจากศาลาแดงก็จะหยุดอยู่ที่ประมาณบริเวณสารสิน ที่เข้ามาทางเพลินจิตก็เช่นเดียวกันครับ กว่าจะเดินเข้ามาสู่จุดที่สี่แยกราชประสงค์โดยประมาณ ก็เป็นช่วงค่ำหรือช่วงดึกแล้วด้วยซ้ำ และก็ยังไม่เรียบร้อย เพราะว่ายังมีปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องตรวจตราอาวุธต่างๆ ที่มีการเก็บอยู่ มีการต้องระวังป้องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะยังมีกลุ่มบุคคลชุดดำตามอาคารต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้อาวุธ มีการตอบโต้อยู่ตลอดเวลา อันนี้คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของวันที่ 19 พ.ค.
เหตุการณ์ ๆ หนึ่งซึ่งสร้างความสะเทือนใจอย่างมากก็คือ ปัญหาของการสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นที่วัดปทุมฯ หรือบริเวณใกล้เคียง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่การชุมนุมได้ยุติลงแล้ว และไม่ได้มีปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะต้องมีการหาข้อเท็จจริงต่อไป และขณะนี้เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นจากการชันสูตรศพ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะว่าบริเวณวัดปทุมฯ นั้น ได้มีการเสนออยู่ตลอดเวลาว่า จากองค์กรเอกชน และเป็นความเจตนาดีขององค์กรต่าง ๆ อย่างเช่น กาชาด กทม. ที่จะเข้าไปดูแลเด็ก ผู้หญิง คนชรา ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม และต้องการที่จะมาพักพิงที่วัดปทุมฯ แต่ว่าสถานการณ์ในวันที่ 19 นั้น ปรากฏว่านอกเหนือจากเด็ก ผู้หญิง และคนชรา แล้ว มีผู้ชุมนุมที่เข้าไปอยู่ในบริเวณวัดปทุมฯ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงบุคคลต่าง ๆ ที่มีอาวุธ และใช้อาวุธ ดังนั้นสถานการณ์ตรงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการรับฟังจากพยานต่าง ๆ ว่าการสูญเสียชีวิต น่าจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณใกล้ ๆ ค่ำ อาจจะหกโมงเย็น หนึ่งทุ่ม หรือหลังจากนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องมีการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนต่อไป ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของงานของคณะกรรมการสอบสวนอิสระซึ่งจะได้มีการจัดตั้งขึ้น อันนี้คือสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในส่วนของการที่มีการชุมนุม และการยุติการชุมนุม และการวางเพลิง การก่อวินาศกรรมหลังจากนั้น
ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ควบคุมสถานการณ์มากขึ้นได้โดยลำดับ เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ จนในที่สุดสามารถที่จะดูแลว่าพื้นที่ต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะส่งมอบให้กับกทม.ได้ในเช้าวันนี้ ซึ่งในการเข้าไปในพื้นที่นั้น เมื่อวานนี้ใครที่ได้ติดตามข่าวสารจะทราบครับว่าอาวุธต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่การชุมนุม ที่มีการตรวจพบยึดได้มีเป็นจำนวนมาก ทั้งระเบิดขว้าง เอ็ม 79 กระสุนปืนประเภทต่าง ๆ ระเบิดเพลิง ซึ่งมีการดัดแปลงต่าง ๆทำให้เกิดความร้ายแรง มีการใช้น้ำกรด มีการใช้เศษแก้ว ตะปู ที่ไปใช้กับเรื่องของการยิงบั้งไฟอะไรต่าง ๆ รวม ไป ถึงการที่เราได้พบรถยนต์หรือรถกระบะ หรือรถบรรทุกที่ถูกดัดแปลงมา ที่มีการติดระเบิดแสวงเครื่องหรือที่เรียกว่าคาร์บอมบ์นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือการเข้าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่หลังจากการที่การชุมนุมได้ยุติลง ซึ่งขณะนี้ได้มีการส่งมอบพื้นที่ อย่างไรก็ตามการดูแลป้องกันเหตุการณ์สาธารณภัย รวมไปถึงการก่อวินาศกรรมต่าง ๆ นั้นรัฐบาลจึงได้ออกมาตรการในเรื่องของเคอร์ฟิวส์ และมีการจัดชุดลาดตระเวนร่วมซึ่งเป็นการสนธิกำลังกันระหว่างทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และอาสาสมัครต่าง ๆ ซึ่งปฏิบัติการทั้งหมดนั้นขณะนี้กลับเข้าสู่ความเป็นปกติ และความเรียบร้อยได้พอสมควร
ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ซึ่งได้เข้าทำหน้าที่ ไม่ใช่เฉพาะทางด้านฝ่ายความมั่นคง แต่ว่าในส่วนของกรุงเทพมหานครเอง กาชาด องค์กรเอกชนต่าง ๆ อาสาสมัคร ซึ่งหลายคนเสี่ยงชีวิตในการทำหน้าที่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องขอแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญในความสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับการดำเนินคดีและการจับกุมนั้น ขอเรียนครับว่าพี่น้องประชาชนที่มีการชุมนุมกันนั้น เราได้ส่งกลับภูมิลำเนา โดยได้มีการบันทึกประวัติเอาไว้ ขณะเดียวกันสำหรับกลุ่มคนซึ่งมีอาวุธต่อสู้เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายก็ได้มีการจับกุมได้ส่วนหนึ่ง และมีการดำเนินคดี ส่วนกรณีของแกนนำได้ถูกควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา อยากจะขอทำความเข้าใจอย่างนี้ครับ วิธีการดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมที่มอบตัว ก็คือว่าเราได้ใช้หมายการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งในกฎหมายนี้กำหนดเอาไว้ว่าการควบคุมตัวนั้น ต้องไม่เป็นการควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง หรือทัณฑสถาน ตอนที่เราประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเมื่อต้นเดือนเมษายน ได้มีการกำหนดพื้นที่ที่จะควบคุมตัวบุคคลที่จะมีการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดนี้เอาไว้ 6 แห่ง ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือค่ายนเรศวร ที่ชะอำอย่างที่พี่น้องประชาชนทราบกัน การตัดสินใจให้กลุ่มแกนนำไปที่ชะอำนั้น ก็เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานว่า พื้นที่ตรงนั้นน่าจะง่ายที่สุดต่อการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่อาจจะแทรกซ้อนขึ้นมาได้ในแง่ของมวลชน เมื่อมีการทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นควบคุมตัวแกนนำอยู่ ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นเหตุผลว่าทำไมแกนนำนั้นจึงถูกนำไปที่ค่ายนเรศวรที่ชะอำ
อย่างไรก็ตามครับมาตรฐานของการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดนั้น แม้กฎหมายจะเขียนเอาไว้ว่าจะไม่ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ที่ถือได้แล้วว่ากระทำความผิด แต่ก็ไม่ควรที่จะให้มีการสื่อสารกัน มีการใช้เครื่องมือสื่อสาร เพราะเป็นการควบคุมตัวเพื่อที่จะได้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผล ดังนั้นเมื่อปรากฏข่าวออกมาว่า บุคคลเหล่านี้อยู่ด้วยกัน มีการสื่อสารทั้งกันเอง และกับโลกภายนอกนั้น ผมก็ได้กำชับไปทันทีครับว่าการควบคุมตัวนั้นต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์และมาตรฐานของการควบคุมตัวตามพระราชกำหนด เช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติมาในอดีต ต่อมาได้มีการยืนยันว่าได้มีการแยกควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ อย่างไรก็ตามครับกลับปรากฏอีกว่าภาพที่ออกมานั้น พูดง่าย ๆ ก็คือว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารเห็นว่ามีพิรุธ มีความผิดปกติ ว่าสรุปเป็นการแยกขังจริงหรือไม่ หรือแยกควบคุมตัวจริงหรือไม่ เนื่องจากว่ารูปภาพที่ออกมานั้น เสมือนกับว่าผู้ที่ถูกควบคุมนั้นหลายคนอยู่ในห้องเดียวกัน หรือใช้เตียงเดียวกัน เพียงแต่มีการสลับในการถ่ายภาพออกมา ซึ่งขณะนี้ได้กำชับไปอีกให้มีการแก้ไขสถานการณ์ และขณะนี้ได้ให้ทางรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมขอเรียนครับว่าการปฏิบัติต่อแกนนำผู้ชุมนุมนั้นขณะนี้เมื่อมีการแยกควบคุมตัวถูกต้อง ก็จะต้องมีกระบวนการต่อเนื่องในการสอบสวนเพื่อขยายผลในคดีหลัก ก็คือคดีก่อการร้าย ซึ่งเมื่อการขยายผลตรงนี้ ทำไปซึ่งขณะนี้ใกล้จะพร้อมแล้ว ก็จะมีการนำส่ง พูดง่าย ๆ คือส่งไม้ต่อ ขณะนี้คนที่เข้าไปสอบสวนคือกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เมื่อดีเอสไอได้ข้อมูลและคิดว่าเพียงพอพร้อม ก็จะมีการนำส่งเพื่อขอหมายจับจากศาลในการดำเนินคดีหลักคือการก่อการร้าย นั่นล่ะครับจะเข้าสู่กระบวนการปกติในเรื่องของคดีอาญา ซึ่งถ้าหากว่าศาลไม่ให้ประกันต่อจากนี้การควบคุมตัวก็จะเป็นการควบคุมตัวตามกฎหมายอาญาได้ อันนี้ก็อยากจะเรียนทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน สิ่งใดถ้าหากว่าเกิดขึ้น และไม่ถูกต้องนั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ก็ต้องเป็นการปฏิบัติเหมือนกับบุคคลอื่น ๆ อันนี้เป็นนโยบายชัดเจน และผมก็ได้กำชับทุกครั้งเมื่อปรากฏข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่บ่งบอกว่า มิได้ปฏิบัติการในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย เกี่ยวข้องกับการนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นปกติ ขณะเดียวกันกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาและแผนปรองดองนั้น เดี๋ยวอีกสักครู่ก็จะได้มีการพูดคุยกัน
ผมขอเรียนสุดท้ายครับก่อนที่จะพักในช่วงนี้ว่าสำหรับการดูแลความปลอดภัยนั้น พี่น้องประชาชนก็มีความห่วงใยว่าสถานการณ์ต่าง ๆ นั้นอาจจะยังไม่สงบนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีการให้ข่าวจากทางฝ่ายการเมืองบ้าง ฝ่ายที่เป็นแนวร่วมกับผู้ชุมนุมบ้าง ว่าจะยังมีการต่อสู้ต่อไป เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะใช้วิธีการในการทบทวนมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ตามพระราชกำหนดนั้นเป็นระยะ ๆ การประกาศเคอร์ฟิวส์ซึ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะนี้เราก็จะทบทวนดูว่าหาความพอดี ระหว่างการให้พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย กับการที่จะไม่ให้มาตรการดังกล่าวนั้นสร้างความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต ดังนั้นในชั้นนี้สำหรับคืนวันนี้และคืนวันพรุ่งนี้ จะยังมีการประกาศเคอร์ฟิวส์ แต่จะมีการปรับเวลา ให้เป็นในช่วงตั้งแต่ประมาณห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน ศอฉ.กำลังประชุมอยู่ จนถึงตีห้าหรือตีสี่ กำลังดูตรงนี้ครับขยับ



