
ปชป.เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ได้รับความเสียหาย
ปชป.ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ได้รับความเสียหายเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หนุนโรดแมป 5 ข้อของนายกฯ จี้ฝ่ายค้านพิจารณาตัวเองบิดเบือนความจริง ปูดเครือข่ายนอกประเทศสั่งใช้อาวุธเต็มรูปแบบ จวกจาตุรนต์เลิกอ้างวางตัวเป็นกลาง
เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 23 พ.ค.นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ว่า เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายทางแพ่งจำนวนมาก พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษากรณีเรียกค่าเสียหายต่อสถานการณ์วันที่ 19 พ.ค. โดยมีทนายให้คำปรึกษาและอธิบายในประเด็นต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่พรรคประ ชาธิปัตย์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-270-0036 หรือเบอร์โทรศัพท์ของทนายราเมศ 086-666-6792 และ ทนายสัญญา 085-163-6677 ทั้งนี้จะเริ่มเปิดรับแจ้งได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันที่ 24 พ.ค. ซึ่งร้านค้าย่อยก็สามารถโทรมาขอคำปรึกษาได้ เพราะรัฐอาจไม่สามารถเยียวยาได้ 100 %
นายสาธิต กล่าวด้วยว่า จะแบ่งผู้ได้รับความเสียหายออกเป็น 3 กรณีคือ 1 ผู้เสียหายในคดีอาญาที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่ต้องไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สามารถไปเรียกค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนได้ที่ กรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม 2 ผู้เสียหายที่เกิดจากการเผาบ้านเผาเมืองให้ไปใช้สิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลที่เกี่ยวข้องกับคดีแพ่งโยงไปถึงคดีอาญาตามมาตรา 40 โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่ต้องไปยื่นก่อนที่ศาลจะมีการสืบพยาน และ 3 ผู้เสียหายมีสิทธิไปฟ้องเองในคดีแพ่ง กรณีที่มีผู้ถูกจับกุมในคดีลอบวางเพลิง ซึ่งหากมีความพร้อมในการวางเงินต่อศาลก็สามารถกระทำได้เอง
หนุนโรดแมป 5 ข้อของนายกฯ
น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงแผนปรองดองแห่งชาติของนายกรัฐมนตรีว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่เสนอแนวทางการปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อเพื่อยุติความขัดแย้ง การฟื้นฟูประเทศควบคู่การการเยียวยาและการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดใช้ความรุนแรง เชื่อว่าแนวทางนี้จะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทำให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตครั้งยิ่งใหญ่ไปได้ ส่วนหลักฐานที่สามารถยึดอาวุธได้จากพื้นที่ชุมนุมแยกราชประสงค์เป็นจำนวนมากนั้น รัฐบาลมีการดำเนินการตามมาตรฐานสากลเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่ก่อความรุนแรงของผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
จี้ฝ่ายค้านพิจารณาตัวเองบิดเบือนความจริง
น.พ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า พรรคมองว่าการสะสางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความรุนแรงตามหลักฐานข้อเท็จจริงนั้น องค์คณะที่เป็นกลางจะทำให้ได้รับความยอมรับจากส่วนต่างๆ ของสังคม อีกทั้งพรรคขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายค้านให้หยุดการใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาบิดเบียนเพื่อหวังปลุกระดมมวลชนให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะการออกมาให้ข่าวของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่พยายามบิดเบือนเหตุการณ์การเผาเมืองว่าไม่ได้เป็นการกระทำของกลุ่มนปช.ก็ดีหรือนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาบิดเบืยนสาเหตุการตายของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพและประชาชนในวัดปทุมวนารามนั้น ขอให้พิจารณาการกระทำของตัวเองด้วย
ปูดเครือข่ายนอกประเทศสั่งใช้อาวุธเต็มรูปแบบ
น.พ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า พรรคได้มีการประเมินและพบว่ามีสิ่งที่น่าวิตกด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.การก่อวินาศกรรมด้วยอาวุธร้ายแรงและมีอานุภาพการทำลายล้างสูง รวมทั้งมีการค้นพบคาร์บอมทั้ง 4 จุด ซึ่งใช้วิธีการเหมือนกับการก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเตรียมการไว้ชัดเจนว่าจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนนั้น การดำเนินการของรัฐบาลจะยังคงเดินหน้าต่อไปโดยจะมีการขยายผลการกระทำของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ และ2.กรณีที่จะมีการลอบสังหารบุคคลสำคัญในรัฐบาลนั้น ทำให้ผู้เคลื่อนไหวที่พยายามหลบหนีอยู่ใช้วิธีการใต้ดิน เพราะความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวบนดินจบไปแล้วจากการที่มีการเผาเมืองเกิดขึ้นและมีการใช้กองกำลังติดอาวุธ ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้ง 2 ลักษณะนี้พรรคได้รับเบาะแสว่า มีการสั่งการจากเครือข่ายต่างประเทศในลักษณะที่จะมีการใช้อาวุธเต็มรูปแบบ ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะได้รับความร่วมมืออย่างดีในการป้องกันความเคลื่อนไหวจากกระบวนการเหล่านี้ ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองนั้น พรรคเห็นว่ากระบวนการปรองดองเป็นแนวทางที่สำคัญและอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
จวก“จาตุรนต์”เลิกอ้างวางตัวเป็นกลาง
น.พ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนบุคคลที่พยายามทำตัวเป็นตัวกลาง เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยนั้น ควรวางบทบาทตัวเองให้แตกต่างจากที่กระทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมักจะโทษแต่รัฐบาลและไม่เคยมีคำใดเลยที่จะเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาสู่กระบวนการยุติหรือมีส่วนรับผิดชอบในบทบาทที่สร้างความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา หากนายจาตุรนต์คิดถึงประเทศชาติจริงก็ไม่ควรที่จะเป็นเครื่องมือของพ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะวางบทบาทของตัวเองในการประสานให้ความรุนแรงที่ยังมีอยู่ยุติลงโดยเร็วซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ควรรับผิดชอบในบทบาทของตัวเองด้วย เพราะที่ผ่านมาพยายามทำให้เกิดความขัดแย้งนอกสภา ปิดกั้นการทำงานในสภา และการขนคนเข้าไปอยู่ในจุดอันตรายในการชุมนุมทางการเมือง อีกทั้งการปฏิเสธไม่ยอมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ผ่านมาก็เพื่อหวังให้กระบวนการนอกสภาบรรลุผล จึงอยากถามหาความรับผิดชอบเหล่านี้ด้วย
เลขาฯกษิตย้ำประชาคมโลกสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงเสียงสะท้อนจากนานาประเทศภายหลังการยุติการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ว่า ที่ผ่านมากลุ่มนปช.พยายามยกระดับการชุมนุมสู่เวทีนานาชาติ โดยพยายามอ้างสิทธิ์ต่างๆรวมถึงการใช้กำลังของรัฐบาลในการปราบปราม ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้มีการชี้แจงมาตอลดกรณีที่มาของรัฐบาลชุดนี้รวมถึงแนวทางการเจรจาปรองดองซึ่งถูกปฏิเสธจากแกนนำกลุ่มฮาร์ทคอร์บางส่วนและผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่อยู่ต่างประเทศ
นอกจากนี้การแถลงข่าวของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่แถลงข่าวต่อทูตานุทูตถึงสิ่งที่ปรากฏในพื้นที่การชุมนุมคือ พบอาวุธต่างๆ พร้อมทั้งอธิบายถึงขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลนั้น ทำให้ประชาคมโลกรวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศให้การสนับสนุนรัฐบาลในการปฏิบัติ รวมถึงสนับสนุนแนวทางการเจรจาของรัฐบาล ซึ่งสมาคมอาเซียนก็ให้การสนับสนุนแนวทางดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และกลุ่มอาเซียนเองก็ยินดีที่จะให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกทางเพื่อนำความสงบสุขและสันติภาพกลับคืนมา
เพื่อไทยออกแถลงการณ์ชี้รัฐบาลจัดฉากโชว์อาวุธ
ที่พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แถลงข่าวว่า พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าคดีเกี่ยวข้องกับล้มสถาบัน และคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษนั้น ถ้าตั้งสติให้ดีจะเห็นว่ามีการตั้งธงตั้งแต่ต้น หากพิจารณาโดยจิตเป็นธรรมคล้ายเป็นการทำวิสามัญฆาตกรรม จะเห็นว่าคดีก่อการร้ายเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา มีการกล่าวว่ามีการสร้างสถานการณ์ของมือที่ 3 มีการยิงอาวุธเข้าสถานที่ราชการตลอดมา แต่รัฐบาลไม่สามารถจับผู้ก่อการร้ายได้แม้แต่ครั้งเดียว จึงถือว่าเป็นการสร้างเรื่องไอ้โม่งขึ้นมา จากนั้นก็มีการกล่าวว่าไอ้โม่งดังกล่าวเป็นการ์ดนปช. เรื่องดังกล่าวถูกผูกเรื่องกลายเป็นผู้ก่อการร้ายในที่สุด และกลายเป็นการมีผู้ก่อการร้ายปะปนกับผู้ชุมนุม 500 คน จึงนำไปสู่สิ่งที่รัฐบาลอ้างและมีการใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุม และกลายเป็นการฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และนำไปสู่การแถลงการจับกุมอาวุธมากมาย
นอ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจึงขอออกแถลงการณ์ ว่า สิ่งที่รัฐบาลแถลงมานั้นไม่อยู่เหนือความคาดหมาย และรัฐบาลกำลังพยายามหาเหตุสร้างความชอบธรรมให้กับการสั่งใช้กำลังทหาร โดยพยายามสร้างภาพ บิดเบือนว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธและเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งการแถลงดังกล่าวขัดกับข้อเท็จจริงและเหตุผลดังต่อไปนี้ 1.แกนนำนปช.ได้พูดบนเวทีในคืนก่อนวันสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค.แล้วว่ามีคนรายงานในการประชุมของศอฉ.มีการพูดคุยให้ใช้วิธีการนี้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธร้ายแรง และท้ายที่สุดก็เป็นจริงตามที่แกนนำได้พูดบนเวทีและได้คาดการณ์ไว้ 2.ถ้าผู้ชุมนุมีอาวุธดังกล่าวจริง ทำไมผู้ชุมนุมไม่ใช้อาวุธนั้นต่อต้านเจ้าหน้าที่ในวันก่อนๆและในระหว่างการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่จะปล่อยอาวุธดังกล่าวทิ้งไว้ทำไม 3.ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการสลายการชุมนุม และจะต้องมีการหาเหตุ หาอาวุธมาปรักปรำผู้ชุมนุม ในข้อหาก่อการร้าย ผู้ชุมนุมจะปล่อยอาวุธเหลือไว้ให้เจ้าหน้าที่ได้ยึดเป็นหลักฐานทำไม 4.ในระหว่างการชุมนุมนั้น แกนนำและประชาชนได้พาสื่อมวลชนไปตรวจสอบอาวุธ ตามที่ ศอฉ ได้กล่าวหา แต่ปรากฏว่าไม่มีอาวุธแต่อย่างใด 5.ตั้งแต่มีการชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. 2553 มีผู้เสียชีวิต 85 คน เป็นทหารและตำรวจ 11 นาย และที่เหลือเป็นผู้ชุมนุม 74 ราย ไม่ปรากฏเลยว่าผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตมีอาวุธหรือใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า 6.การตรวจค้นอาวุธกระทำภายหลังการสลายการชุมนุม โดยเจ้าหน้ที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีสักขีพยานจากฝ่ายอื่นผลการตรวจสอบจึงไม่น่าเชื่อถือ 7.มีการตรวจสอบลายนิ้วมือและหาพยานหลักฐานตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างเที่ยงตรงและเป็นกลางหรือไม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาล และ ศอฉ. กำลังพยายามใช้อาวุธที่อ้างว่ายึดมาได้ มาสร้างความชอบธรรม และปรักปรำกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่ขัดกับข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ อย่างตรงไปตรงมา และยุติธรรม มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติได้ ความขัดแย้งก็จะยิ่งบานปลายต่อไปอีก และพรรคจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ศอฉ.ได้เชิญให้ฑูตานุฑูตและผู้ช่วยฑูตทหารและสื่อมวลชนเข้ารับฟังการปฏิบัติการกระชับวงล้อมและนำอาวุธที่ยึดได้จากพื้นที่ชุมนุมนั้น ถือว่าเป็นการจัดฉากปาหี่ของรัฐบาลและศอฉ. เหมือนเป็นจัดงานวันเด็กเพื่อจัดแสดงให้ฑูตานุฑูปดู หลังจากที่ใช้อาวุธจริงกับประชาชน แต่วันนี้กลับกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม ซึ่งตนได้คุยกับพล.อ.ท่านหนึ่งท่านบอกรู้สึกอัปยศกับรัฐบาล และกองทัพ ที่เอาอาวุธเหล่านี้มาแถลงข่าว เพราะอาวุธเหล่านี้ใหม่สด มีการเก็บไว้อย่างดี เสมือนพึ่งเอาออกมาจากคลัง เช็คถูด้วยน้ำมันเรียบร้อย จึงเสมือนเป็นการแสดงฉากโชว์อาวุธ
โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่ายต่อว่า ตนอยากถามรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่มีการตั้งรางวัลให้กับทหารแต่ละกอง กองร้อยละ 100,000 บาท และหากนำศพมาได้ก็จะให้เป็นกองร้อยละ 200,000 บาท แบบนี้เสมือนเป็นการล่าหัว จึงทำให้มีหลักฐานว่าทหารยิงประชาชนในเขตอภัยทาน ยิงแล้วมีการแย่งศพกลับไปเพราะมีการอัดฉีดเงินกับคนของรัฐบาล เพื่อเอาไปขึ้นรางวัลซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษย์ชน และตามหลักสากลด้วย นอกจากนี้ที่บอกว่าการปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตน้อยนั้น แต่จริงแล้วยังมีคนสูญหายอีกมาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานและจะนำไปฟ้องศาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า หากนายอภิสิทธิ์บอกไม่มีการดำเนินการดังกล่าว 1. ตนขอท้าให้นายอภิสิทธิ์ และกองทัพไปสาบานว่าไม่มีการอัดฉีดและไม่มีการสั่งฆ่าประชาชน 2.ถ้ารัฐบาลและกองทัพไม่ต้องการสร้างหลักฐานเท็จยัดหลักฐานให้ประชาชนเป็นคดีก่อการ้าย หลังการปะทะเมื่อ 10 เม.ย.รัฐบาล ศอฉ.และกองทัพต้องมีความจริงใจในการยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวส์ แต่ปรากฎว่าวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังบอกว่าจะคงประกาศเคอร์ฟิวส์ไว้ ก็เพราะยังเก็บหลักฐานไม่หมดแล้วต้องการปิดปากสื่อมวลชน องค์กรสากลต่างๆ วันนี้นายกฯใช้กฎหมายพิเศษ ใช้กองทัพในการรักษาตำแหน่งของตัวเองต่อไป โดยไม่สนใจเศรษฐกิจและชาวโลก นอกจากนี้จากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยพบว่าประชาชนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่นั้นถูกยิงด้วยสไนเปอร์ แต่วันนี้นายกฯและกองทัพไม่เคยพูดถึงสไนเปอร์ว่าเป็นอย่างไร ตนจึงขอตั้งคำถามว่า ประชาชน 30 รายถูกยิงด้วนสไนเปอร์ ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่กองทัพใช้ อยู่ในกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงกับผบ.ทบ.ตรงนี้ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ ตนจึงขอเรียกร้องว่าหากมีการตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ขอให้มีการตั้งหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงมาตรวจสอบ โดยเฉพาะต้องตรวจอสอบด้วยว่ามีคำสั่งออกมาให้ใช้กองบัญชาการหน่วยรบพิเศษหรือไม่
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ทุกคนรู้จักแกนนำนปช.ดีว่าไม่เคยมีประวัติการใช้อาวุธหรือเป็นผู้ก่อการร้าย แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาศอฉ.แถลงอยู่ฝ่ายเดียว ปิดกั้นสื่อทั้งหมด ทำให้ทุกอย่างไม่น่าเชื่อถือและการแถลงการจับกุมอาวุธ หากเป็นอาวุธที่ถูกนำใช้ไปแล้วต้องมีการตรวจลายนิ้วมือ และเขม่าดินปืน ไม่ใช่ออกมาในลักษณะขัดถูกมาอย่างดี แบบนี้ถือเป็นการกล่าวหาข้างเดียว ส่วนเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิรล์เกิดภายหลังที่แกนนำนปช.ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และไม่มีภาพของผู้ที่เผา เหตุจูงใจการเผามีเหตุหลายอย่างไม่ใช่การจราจลอย่างเดียว อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลเองหากคาดว่าอาจมีการเผารัฐบาลก็ต้องแจ้งไปยังสถานีรถดับเพลิงในบริเวณใกล้เคียง แต่ปรากฎว่าจากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยกลับไม่มีการขอกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใดซึ่งถือว่าผิดวิสัยได้ จึงอยากรัฐบาลและประชาชนว่าหากวันนี้ไม่มีเรื่องเผาเกิดขึ้น ไม่มีการพบอาวุธจำนวนมาก รัฐบาลจะตอบคำถามเรื่องทหารฆ่าประชาชนอย่างไร เรื่องที่ต้องปกปิดคือต้องเอาเรื่องการอาวุธเรื่องเผามากลบเกลื่อน และขอให้รัฐบาลยุติการกระทำทั้งปวง



