ข่าว

กว่าจะถึงวันนี้

กว่าจะถึงวันนี้

23 พ.ค. 2553

ดิฉันเริ่มต้นเขียน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ด้วยความยากลำบาก แม้ว่าสถานการณ์ของกรุงเทพมหานครในห้วงเวลานี้จะดีกว่าวันที่ 19 พฤษภาคม อยู่มาก แต่ความรู้สึกหดหู่ เสียใจ เจ็บปวด ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

 แม้ว่า เราจะรู้ว่า มนุษย์มี “เหตุผล” ในการกระทำ แต่บางทีก็ยากที่จะทำใจให้ยอมรับได้เช่นนั้น

 ตอนพาตัวเองออกจากออฟฟิศเมื่อวันพุธ ก่อนที่พระเพลิงจะเผาผลาญเมืองฟ้าอมร ดิฉันหยิบหนังสือติดมือมา 2 เล่ม โดยไม่ได้ตั้งใจว่า จะกลายเป็นหัวข้อของ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ในวันนี้ หนึ่งในนั้น คือ หนังสือเรื่อง “กว่าจะถึงวันนี้...ตลาดทุนไทย” ซึ่งเป็นหนังสือครบรอบ 35 ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ เพราะคิดว่า ไม่เพียงแต่ “กว่าจะถึงวันนี้” ของตลาดหุ้นไทยที่เราผ่านอะไรต่อมิอะไรมาหนักหนา แต่ยังหมายรวมถึง “วันนี้” ของคนไทยทุกคน ที่เราต่างตระหนักดีว่า ประเทศไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม

 และยอมรับว่า แรงบันดาลใจสำคัญอีกประการที่หยิบหนังสือขึ้นมาเขียน มาจากความปวดร้าวของตัวเองที่เห็นซากกองหนังสือ หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบได้ลุกลามจนนำไปสู่การเผาทำลาย “ห้องสมุดมารวย” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 ไม่เสียดายหนังสือค่ะ เพราะตลาดหลักทรัพย์มีเงินมากมายพอที่จะซื้อใหม่เท่าไหร่ก็ได้ มากกว่านี้ก็ได้ หรือดีกว่านี้ก็ได้ แต่ที่รู้สึกก็เพราะไม่คิดว่าจะมีใครทำลาย “ห้องสมุด” เพราะห้องสมุดมีแต่ให้ ให้ความรู้ ให้โอกาส และที่สำคัญ “ห้องสมุดมารวย” ถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะ “ให้” อย่างแท้จริง เนื่องจากที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์อยู่ในชุมชนคลองเตย ซึ่งมีเด็กๆ จำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อหนังสือดีๆ

 แต่ที่นี่ เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ แถวนั้น ที่เข้ามาอ่านหนังสือได้ฟรีๆ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ดูหนัง ฟังเพลง หรือร่วมกิจกรรมอื่นๆ กับห้องสมุด

 เมื่อก่อนประตูทางเข้าห้องสมุดอยู่ด้านในอาคารตลาดหลักทรัพย์ ที่จะต้องเข้าไปในตัวอาคารก่อน จึงจะเข้าห้องสมุดได้ แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนแปลงมาทำประตูจากด้านนอก เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพราะไม่มีใครคิดว่า "ห้องสมุด" จะทำร้ายใคร และใครจะ "ทำลาย" ห้องสมุด

 ที่จริงดิฉันได้รับหนังสือ “กว่าจะถึงวันนี้...ตลาดทุนไทย” มาประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วค่ะ แต่ไม่ได้นำมาเขียนก็เพราะเมื่ออ่านเองแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาหนักเกินไป และอัดแน่นไปด้วยตัวหนังสือสมกับที่เป็น “หนังสือ” จริงๆ จวบจนกระทั่งได้อ่านอีกครั้งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีบางช่วงบางตอนที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องของระบบตลาดทุนและตลาดการเงินของประเทศไทย

 ส่วนที่ดิฉันชอบมากที่สุดเป็น “บันทึกท้ายเล่ม” ที่เขียนโดย คุณนวรัตน์ เลขะกุล ในหัวข้อ “ย้อนอดีต..ตลาดการเงินในระบบเศรษฐกิจไทย” ซึ่งทำให้เรารู้ถึงระบบเศรษฐกิจของไทย ตั้งแต่ก่อนที่จะทำสนธิสัญญา “เบาว์ริ่ง” เมื่อปี พ.ศ.2398 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเป็นที่พึ่งพาตัวเอง และสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่ พระคลังข้างที่ เจ้าภาษีนายอากร และคหบดีบางราย

 จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2411-2453) ชาวอังกฤษขออนุญาตจัดตั้งธนาคารหลวงแห่งกรุงสยาม หรือรอยัล แบงก์ ออฟ สยาม (Royal Bank of Siam) เป็นธนาคารชาติในปี พ.ศ.2431 และในปี พ.ศ.2441 ได้ขอเปิดธนาคารหลวงแห่งรัฐสยาม หรือรอยัล สเตรท แบงก์ ออฟ สยาม (Royal State Bank of Siam) แต่ไม่ได้รับอนุญาต

 ส่วนธนาคารพาณิชย์นั้น ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด ของชาวอังกฤษ ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการ ตามมาด้วยธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน ในปี พ.ศ.2437 ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2449 นั่นคือ บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุน จำกัด หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน รวมถึงบริษัท ธนาคารง่วนฮวดหลี (แบงก์บางกอกซิตี้ จำกัด) และแบงก์ยู่เส็งเฮง แบงก์มณฑล จำกัด

 หนังสือยังพูดถึงวิกฤติการณ์การเงินในอดีตอย่างน่าสนใจ หลายเรื่องหลายราวทีเดียวค่ะ เรียกว่าเป็นเรื่องที่ควรค่ากับการเรียนรู้ว่า ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 มีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจการเงินอะไรบ้าง และประเทศไทยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร

 แม้กระทั่งการกำหนดให้ 1 บาทเท่ากับ 100 สตางค์ และการกำหนดทศนิยม 2 หลักสำหรับเงินตรา ก็มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้

 ไหนๆ ห้องสมุดมารวยก็ถูกเผาไปแล้ว แม้จะเป็นแค่บางส่วนก็ตาม “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ในวันนี้จึงขอทำหน้าที่ “ให้” ในช่วงที่ห้องสมุดกำลังใช้เวลาฟื้นฟู ด้วยการมอบหนังสือ “กว่าจะถึงวันนี้..ตลาดทุนไทย” ให้แก่คุณผู้อ่าน 3 ท่านแรกที่ส่งรายละเอียด ทั้งชื่อ นามสกุล และที่อยู่ที่ชัดเจน มาที่อีเมล [email protected] ดิฉันจะส่งหนังสือเล่มนี้ไปให้อ่านถึงบ้านค่ะ

 อย่างน้อยก็เพื่อให้เราได้เรียนรู้ร่วมกันว่า “กว่าจะถึงวันนี้” ต้องใช้เวลานานนักหนาในการ “สร้าง” เพื่อจะฉุกคิดสักนิดเวลาที่อยากจะ “ทำลาย”

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]