
รัฐ-เอกชนระดมมาตรการเยียวยาบาดแผลเหยื่อ"การเมือง"
เหตุการณ์ที่คนไทยไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้นหลังจากการประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั่นคือ การจลาจลทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับการจุดไฟเผาสถานที่ต่างๆ
ได้สร้างความเสียหายอย่างสาหัสเกือบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้ารายย่อย สาขาธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตการชุมนุมและเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และฝ่ายผู้ชุมนุม
ส่งผลให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน!
รัฐเร่งออกมาตรการเยียวยา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าภาครัฐและเอกชนเตรียมมาตรการฟื้นฟูและเยียวยา ทั้งระยะสั้นและระยะยาวออกมารองรับ เริ่มจากกรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประกอบการจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยได้ประสานกับ กทม. เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มาลงทะเบียน เริ่มวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2553 เปิดลงทะเบียนที่ห้องศาสนสถาน กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ จากนั้นในวันที่ 24-31 พฤษภาคม จะเปิดให้ลงทะเบียนที่สำนักงานเขต 7 เขต ได้แก่ ปทุมวัน บางรัก คลองเตย วัฒนา ราชเทวี สาทร และดินแดง
สำหรับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นจะมี 2 ส่วน คือ 1.ค่าปลอบขวัญจำนวน 2,000 บาท และ 2.ทุนประกอบอาชีพจำนวน 5,000-10,000 บาท หากผู้ประกอบการเข้าข่ายตามข้อกำหนดจะสามารถจ่ายได้ทันที โดยความเสียหายจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 นี้ คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองจะเสนอมาตรการช่วยเหลือต่อที่ประชุม ครม. เนื่องจากเหตุที่เกิดมีมากกว่าที่ ครม.เคยมอบหมายไว้ โดยจะรีบเปิดให้ผู้เดือดร้อนเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งขณะนี้กำลังดูอยู่ว่าตรงไหนจะเป็นจุดศูนย์กลาง เบื้องต้นมองว่าน่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาลที่จะเป็นจุดรับเรื่องสำหรับทุกคน
“พาณิชย์” ส่งธงฟ้าช่วยเหลือ
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมแผนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุชุมนุมทางการเมืองแล้ว รวมทั้งมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เริ่มจากการจัดงานธงฟ้ามหาชน ที่จัดไปแล้วระหว่างวันที่ 15-21 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้นำผู้ประกอบการจากแพลทินัม อินทรา ใบหยก และโบ๊เบ๊ มาร่วมจำหน่าย
นอกจากนี้จะเร่งจัดงานจำหน่ายสินค้าชายแดน เริ่มงานแรกที่ จ.มุกดาหาร วันที่ 1-7 มิถุนายน 2553 โดยจะนำสินค้าธงฟ้าและผู้ประกอบการจากย่านประตูน้ำ อินทรา ราชประสงค์ ไปร่วมจำหน่ายด้วยเช่นเดิม และจะเชิญประชาชนผู้ซื้อจากฝั่ง ส.ป.ป.ลาว มาร่วมจับจ่ายซื้อของ จากนั้นจะจัดงานแบบเดียวกันนี้ในจังหวัดชายแดนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดและการค้าภายในจังหวัดประสานเชื่อมโยงการขนส่งผักและผลไม้ในจังหวัดที่มีการประกาศเคอร์ฟิว รวมทั้งให้มีการจัดตลาดพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ขายและผู้ซื้อผักผลไม้ในระยะนี้ด้วย
สำหรับการเยียวยาพี่น้องประชาชนนั้น ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 4,000 ถุง แจกจ่ายให้แก่ชุมนุม 4 แห่ง ได้แก่ ชุมชนเคหะบ่อนไก่ ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน และชุมชนจารุรัตน์ (หลังโรงแรมอินทรา) และตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์จะจัดส่งรถธงฟ้าเคลื่อนที่ออกไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกในย่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม เช่น พระราม 4 ปทุมวัน ราชปรารภ และสามเหลี่ยมดินแดง
ส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ตกงานไว้แล้ว โดยจะเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบในอัตราไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อนำไปประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจขายตรง
“แบงก์” ผ่อนผันเงื่อนจ่ายหนี้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือให้แก่ลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยตามความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย โดยการลดค่างวดผ่อนชำระ 2 มาตรการคือ
มาตรการระยะสั้น ลูกค้าสามารถปรับลดยอดการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านลง สูงสุด 40% ของยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน เป็นเวลา 1 ปี เช่น ลูกค้าที่เคยผ่อนชำระเดือนละ 1 หมื่นบาท ก็สามารถเลือกลดยอดผ่อนชำระเหลือเพียง 6,000 บาทต่อเดือน หรือปรับลดยอดผ่อนชำระเป็นแบบ Grace Period โดยผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว โดยไม่ต้องชำระเงินต้น เป็นเวลา 1 ปี
มาตรการระยะยาว ปรับการผ่อนชำระแบบขั้นบันไดเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 ระยะเวลา 1 ใน 4 แรกของเวลาที่เหลือของสัญญา ให้ผ่อนชำระเงินกู้น้อยกว่าอัตราผ่อนชำระปกติ 20% ช่วงที่ 2 ระยะเวลา 1 ใน 4 ถัดจากช่วงที่ 1 ให้ผ่อนชำระเงินกู้ด้วยอัตราผ่อนชำระปกติ ช่วงที่ 3 ระยะเวลาที่เหลือให้ผ่อนชำระเงินกู้มากกว่าอัตราผ่อนปกติ 20% เช่น สัญญาเงินกู้คงเหลือ 20 ปี เท่ากับ 5 ปีแรก ได้ลดงวดการผ่อนชำระลง 20% จากปกติ
ทั้งนี้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นลูกค้า หรือผู้ประกอบการในกลุ่มพนักงานที่ทำงานด้านบริการ (โรงแรม) หรือพนักงานบริษัทที่ได้รับรายได้จากค่าคอมมิชชั่นหรือการขายสินค้า และผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการโรงแรม การท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และการบริการต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงที่ชุมนุม ได้แก่ ย่านราชประสงค์ ประตูน้ำ สยามสแควร์ เพลินจิต สีลม ราชดำริ ราชดำเนิน และถนนข้าวสาร
ลูกค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2553 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ K Contact Center 0-2888-8888
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองมาแล้ว เช่น ธนาคารนครหลวงไทย เตรียมมาตรการ "สินเชื่อบ้านธนาคารนครหลวงไทย" ด้วยการลดค่างวดผ่อนชำระลงระยะหนึ่งตามรายได้ที่ลดลงของผู้กู้ รวมถึงความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มสภาพคล่องผ่าน "สินเชื่อเคหะทวีสุข" ซึ่งเป็นสินเชื่อให้แก่ลูกค้าสินเชื่อบ้านที่มีประวัติการผ่อนชำระดีต่อเนื่องมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่เคยค้างชำระกับธนาคาร โดยให้วงเงินกู้เพิ่มไม่เกิน 80% ของเงินต้นที่ลดลง คิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลบ 0.50% ต่อปี กู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี
ส่วนธนาคารกรุงเทพแสดงความพร้อมเจรจาและช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคารเต็มที่ โดยลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนก็สามารถติดต่อกับสาขาของธนาคารได้โดยตรง เบื้องต้นจะช่วยเหลือผ่านการยืดอายุหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้และผ่อนปรนดอกเบี้ยให้ เช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่เบื้องต้นมีแนวทางในการยืดระยะเวลาการชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุชุมนุมทางการเมือง
แบงก์รัฐปรับเงื่อนไขช่วยเหลือ
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้หารือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงการเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณย่านผ่านฟ้าและราชประสงค์ ให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยจะเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันอังคารนี้
สำหรับวงเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการยังอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมผู้ประกอบการท่องเที่ยวและเจ้าของอาคารที่ถูกเผาทำลาย แบ่งเป็น 3,000 ล้านบาทสำหรับผู้มีหลักประกัน ซึ่งจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือพิจารณาวงเงินจาก 4 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือ 25 เท่าของค่าเช่ารายเดือน ขยายระยะเวลาการปล่อยกู้จาก 5 ปี เป็น 6 ปี ปลอดการชำระเงินต้นจาก 1 ปี เป็น 2 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เอ็มแอลอาร์ลบ 3% ต่อปี
ขณะที่อีก 2,000 ล้านบาท จะให้สำหรับผู้ไม่มีหลักประกันหรือไม่มีบุคคลค้ำประกัน แต่ให้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท คิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 2% โดยจะเร่งอนุมัติภายใน 7 วันทำการ
ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าของธนาคาร โดยลูกค้าสินเชื่อเคหะสามารถขอกู้เพิ่มได้ไม่เกิน 2 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยค่าที่ 3.50% ต่อปี สำหรับลูกค้าเงินฝากสามารถขอกู้เงินได้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี
สำหรับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภทที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง ธนาคารได้พิจารณาผ่อนผันพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 1 ปี ส่วนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั่วๆ ไป จะผ่อนผันพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 6 เดือน โดยไม่คิดค่าเบี้ยปรับ และจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่อไป
เร่งช่วยเหลือ “คนตกงาน”
สำหรับมาตรการที่จะเข้ามารองรับผู้ที่ตกงานจากเหตุการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ นางสุจิตรา บุญชู ที่ปรึกษากระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจล โดยเฉพาะห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่คาดว่าจะมีพนักงานจำนวนมากต้องว่างงาน เบื้องต้นสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน 50% ของรายได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าจะหางานได้ พร้อมทั้งมีแผนช่วยจัดหางานให้ ส่วนแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้นจะชะลอการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นการชั่วคราว
นายพงศักดิ์ เปล่งแสง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติการในเชิงรุก ขณะนี้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านการจ้างงานจากเหตุการณ์ชุมนุม ซึ่งที่ผ่านมามีผู้มาขอรับความช่วยเหลือแล้วประมาณ 1.4 หมื่นราย โดยเป็นกลุ่มนายจ้างประมาณ 1,500 ราย และลูกจ้างประมาณ 1.2 หมื่นราย คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่เสียหายมีวงกว้างมากขึ้น
ทั้งนี้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่ศูนย์บริการจัดหางาน (E-Job center) กรมการจัดหางาน โทร.0-2245-5763-5, 0-2248-7208, 0-2245-2260 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694



