
สู้"ภัยม็อบ"..ชุมชนป้องกันตนเอง
ท่ามกลางสมรภูมิประชาธิปไตยย่านราชประสงค์ ที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ย้ายมาปักหลักอยู่ที่นี่นานนับเดือน นำมาสู่เหตุบานปลายกลายเป็นจลาจลเผาทำลายย่านธุรกิจใจกลางเมืองจนย่อยยับเหลือแต่ซาก
ยังมีชุมชนเล็กๆ ใจกลางสมรภูมิกลางเมือง ที่ซ่อนตัวอยู่หลังวัดปทุมวนาราม พวกเขาคอยปกป้องชุมชนที่มีอยู่ราว 200 ครัวเรือนอย่างแข็งขันมาเกือบ 2 เดือนแล้ว...บริเวณปากทางเข้าชุมชนที่กว้างเพียงเมตรเศษ มีกลุ่มชายฉกรรจ์และวัยรุ่นหลายสิบคนมาคอยเฝ้าเวรยาม ตรวจค้นคนแปลกหน้าที่จะเข้ามาในชุมชนอย่างเข้มงวด
ชุมชนหลังวัดปทุมวนารามเริ่มมีการจัดเวรยามตามจุดต่างๆ รอบชุมชนตั้งแต่เริ่มมีการตั้งเวทีปราศรัยราชประสงค์ใหม่ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง 4 จุด คือ ฝั่ง ร.ร.วัดปทุมวนาราม, หน้าโรงปูน หรือเวิลด์เทรด, ริมคลองแสนแสบ และฝั่งห้างแพลทตินั่ม แต่ละจุดจะมีคนอยู่เวรยามประมาณ 15 คน พร้อมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองและชุมชน เช่น มีด ไม้ และถังดับเพลิง เกือบ 2 เดือนไม่มีเหตุร้ายๆ เกิดขึ้นกับชุมชนแต่อย่างใด ยกเว้นวันทหารกระชับพื้นที่ 19 พฤษภาคม 2553
"วันที่สลายการชุมนุม มีกลุ่มผู้ชุมนุมหลบหนีออกมาหลายสิบคน บางคนกระโดดหนีลงคลองแสนแสบ บางคนก็ขอเข้ามาหลบในชุมชน เราก็ขอตรวจอาวุธ ถ้าเจอก็ยึดไว้แล้วปล่อยให้เข้าไปอยู่ในวัด แต่ส่วนใหญ่จะช่วยกันจับส่งให้ตำรวจมากกว่า" สมบูรณ์ พิมเกตุ หรือป้าแดง ประธานชุมชนหลังวัดปทุมวนาราม วัย 59 ปีบอก
ตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารมาช่วยคุ้มครองชุมชนแห่งนี้เลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุม ทำให้การเข้าถึงของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น พวกเขาและเธอจึงต้องหาทางป้องกันตัวเองและชุมชนให้อยู่รอดปลอดภัยเท่าที่จะทำได้
"วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แม้จะกลัวก็ต้องเสี่ยง ทำยังไงได้ เราบริสุทธิ์ใจ ก็บอกเขาดีๆ ถ้าคุณมีอาวุธก็ให้เทออกมา มีทั้งลูกปืน ประทัดยักษ์ ระเบิดขวด ระเบิดไบก้อน (ทำด้วยกระป๋องยาฉีดยุง) เราต้องดูแลชุมชน เพราะชุมชนของเรามีทั้งคนแก่และลูกเด็กเล็กแดงอยู่ ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้คนแปลกหน้าที่มีอาวุธเข้ามาในชุมชนเด็ดขาด" ชูศักดิ์ เลี้ยงจำปา วัย 47 ปี เล่าก่อนจะโชว์หลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่คนในชุมชนช่วยกันจับกุมคนพกอาวุธได้
"ชั่วโมงนั้นลืมกลัวไปเลย แต่พวกเราต้องจับให้ได้ก่อน" ชูศักดิ์บอกด้วยรอยยิ้ม ส่วนกลุ่มวัยรุ่นช่วยกันสรุปยอดผู้ชุมนุมที่มีอาวุธได้เกือบ 10 ราย
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ชาวชุมชนหลังวัดปทุมวนารามต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ตื่นเต้นระคนตกใจ จากกลุ่มควันไฟที่พวยพุ่งออกมาจากหลายทิศทางผสมกับเสียงปืนที่ดังระงมตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ทุกคนก็ยังใจสู้พร้อมใจออกมาช่วยดูแลชุมชน
ส่วนที่ "สมรภูมิบ่อนไก่" แดนคิลลิ่งโซนที่มีเหตุปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับทหารอย่างดุเดือด จากถนนสุขุมวิทเข้าสู่ถนนพระรามที่ 4 จะสังเกตเห็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่นถูกทุบทำลาย อาคารมาลีนนท์ที่ตั้งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ถูกเผาจนหยุดออกอากาศมาหลายวัน มีกำลังตำรวจตรึงพื้นที่อย่างแน่นหนา ส่วนธนาคารกรุงเทพ การไฟฟ้านครหลวง ถูกเผาเหลือแต่โครงอาคารและซากปรักหักพัง
เมื่อมาถึงชุมชนบ่อนไก่กลิ่นควันไฟจากการเพลิงเผาไหม้อาคารธนาคารกสิกรไทย โลตัสเอ็กซ์เพรส อาคารพาณิชย์ยังโชยกรุ่นเหม็นเอียน กองยางรถยนต์ หลายแห่งยังระอุด้วยแรงร้อนของเปลวเพลิง รถเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเกือบ 10 คันสาละวนอยู่กับการซ่อมแซมสายไฟที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเพลิงไหม้อาคารตรงข้ามชุมชนบ่อนไก่
ที่นี่เป็นเหมือนดินแดนรกร้างที่เพิ่งผ่านการเป็นสมรภูมิมาอย่างหนักหน่วง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโรยแรง แผ่นยางมะตอยหลายแห่งกะเทาะล่อน คราบเขม่าจากเปลวเพลิง ระเบิดนานาชนิด ชาวบ้านหลายพันชีวิตที่อพยพหนีตายไปก่อนหน้ายังไม่กล้ากลับมาเรือนนอน แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่ปักหลักดูแลชุมชนของตัวเองอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันปะทะจนถึงวันสิ้นสุดแห่งสงคราม ?!!
ที่บ่อนไก่มีอยู่ 3 ชุมชนใหญ่ๆ คือ ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ตั้งอยู่ปากซอยติดถนนพระรามที่ 4 ถัดมาจึงเป็นชุมชนบ่อนไก่ สุดท้ายด้านท้ายซอยจะเป็นชุมชนโปโล ที่ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่มีมาตรการป้องกันชุมชนอย่างแน่นหนา ด้วยการตั้งจุดตรวจตามปากซอยคอยระวังไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาในชุมชนได้
ส่วนชุมชนบ่อนไก่เองมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแฟลตบ่อนไก่ 2,000 กว่าครัวเรือน 2 หมื่นกว่าคนอพยพหนีตายออกจากพื้นที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงเหลืออยู่ 1,000 กว่าคนเท่านั้น ประกอบกับโดนตัดน้ำตัดไฟ สิ่งที่พวกเขาที่เหลือทำได้คือช่วยกันสอดส่องดูสิ่งผิดปกติที่จะเป็นอันตรายต่อชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง
"ชาวบ้านที่ปักหลักอยู่ต้องสูดดมควันพิษมาตลอดหลายวัน อยากให้แพทย์เข้ามาดูแลรักษาด้วย ที่สำคัญตอนนี้ชาวบ้านผวากันหมด เพราะเสียงปืนเสียงระเบิด" สมนึก ตรัสรู้ ประธานชุมชนบ่อนไก่ กล่าว
ถัดไปด้านท้ายซอยเป็นชุมชนโปโล แม้จะอยู่ด้านหลังแต่ก็ถือเป็นหน้าด่านทางลัดสำคัญ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะลำเลียงยางรถยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้ามาปักหลักสู้กับทหาร ด้วยเหตุนี้พันธกิจที่ต้องทำจึงหนักหน่วงไม่แพ้จุดอื่นๆ
"วีระ" ประธานชุมชนโปโล วัย 66 ปี กับชาวชุมชนที่นี่จึงจัดเวรยามทุกจุด ตั้งแต่ปากซอยไปจนถึงท้ายซอย เฝ้าระวังคนแปลกหน้าและผู้ไม่หวังดีมาเผาชุมชน และที่ผ่านมาก็สามารถจับกุมคนที่จะมาปาระเบิดป่วนเมืองได้ รวมถึงตรวจจับรถแท็กซี่ขนยางรถยนต์ไปเผาได้ด้วย
"ทุกคนก็กลัวนะ ตอนสกัดรถแท็กซี่ขนยางรถยนต์ แล้วมีกลุ่มผู้ชุมนุม 20-30 คนจะมาเอาคืน ชาวชุมชนต้องออกมาช่วยกันกว่า 100 คน ต้องยิงปืนขู่พวกเขาจึงยอมถอยกลับไป แล้วยังจับคนที่จะมาปาระเบิดได้อีก คือ เราจะไม่เน้นตั้งด่าน แต่จะใช้วิทยุสื่อสารจากปากซอยติดต่อกับท้ายซอย หากมีอะไรผิดปกติก็จะแจ้งกันตลอด" ประธานชุมชนโปโล กล่าวและบ่นน้อยใจน้อยๆ ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองป้องกันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนพวกเขาต้องช่วยเหลือตัวเอง



