ข่าว

จัดแผนขั้นสุดท้าย"ขจัดก่อการร้าย"

จัดแผนขั้นสุดท้าย"ขจัดก่อการร้าย"

22 พ.ค. 2553

"แผนยุทธการ ที่ถือว่าเป็นเข็มทิศชี้นำในการคลี่คลายสถานการณ์ จำเป็นต้องมีแผนรองรับตามมา โดยเฉพาะ แผนการติดตามสถานการณ์ หรือแผนบรรเทาสาธารณภัย"

เพียงไม่เกี่ยวชั่วโมงที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี สั่งใช้มาตรการ “ขั้นสุดท้าย” ผ่านศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อจัดการกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ จนนำไปสู่เหตุการณ์การจลาจล “เผาบ้าน-เผาเมือง” ย่อยยับในชั่วพริบตา

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคำถามมากมายว่า “เหตุใด” ถึงปล่อยให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ถูก “รัฐบาล-ศอฉ.” ขนานนามว่า “ผู้ก่อการร้าย” หรือ “กองกำลังติดอาวุธ” มีอิสรเสรีในการปฏิบัติการท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างสบายใจเฉิบเพียงนี้

 ทั้งๆ ที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” เป็นผู้ควบคุมเกมนี้ทั้งหมด และน่าจะทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะ “แผน-ยุทธการ” ที่มีการวางกรอบและแนวทางเอาไว้ชัดเจนตั้งแต่สถานการณ์ยังไม่ “สุกงอม”

 สิ่งที่เกิดขึ้นคงยากปฏิเสธถึงความ “หละหลวม” ของแผน-ยุทธการในครั้งนี้ ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 เพราะแผนการปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือที่เรียกกันว่า “แผนยุทธการ” ที่ถือว่าเป็นเข็มทิศชี้นำในการคลี่คลายสถานการณ์ จำเป็นต้องมีแผนรองรับตามมา โดยเฉพาะ “แผนการติดตามสถานการณ์” หรือ “แผนบรรเทาสาธารณภัย” หากเกิดกรณีฉุกเฉิน “ไฟลามทุ่ง” แบบที่เห็นอยู่

 แม้ว่ากำลังทหารและตำรวจ ที่ออกมาปฏิบัติการในครั้งนี้ ที่มีมากถึง 112 กองร้อย หรือประมาณ 1.7 หมื่นนาย กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งดูไปอาจจะเหมือนว่าน้อย แต่ยังมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่เทศกิจ ที่มีมากมายหลายพันคน ที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาปฏิบัติการในครั้งนี้ให้ครอบคลุม

 ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งถือเป็น "สัญลักษณ์อันดับหนึ่ง” ที่กลุ่มคนเสื้อแดงหวังจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น เพราะต้องการเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งถือว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี "แดงตัวพ่อ"

 ที่สำคัญคือ ศาลากลางจังหวัดที่กลุ่มคนเสื้อแดงมุ่งหวังจะ “เผา” หาก “รัฐบาล-ศอฉ.” ปฏิบัติการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งการประกาศปาวๆ ของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทุกค่ำคืน “รัฐบาล-ศอฉ.” น่าจะมองเกมนี้ได้ และหามาตรการป้องกัน

 แต่กลับปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสานสามารถปฏิบัติการ “เผา” ศาลากลางจังหวัดได้ถึง 3 แห่ง คือ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี และศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

 นั่นเพราะศาลากลางทั้ง 3 จังหวัดที่ถูก “เผา” ถือเป็นศูนย์รวมอำนาจของฝ่ายรัฐแทบทั้งสิ้น

 เหตุใด “รัฐบาล-ศอฉ.” เมื่อรู้อยู่เต็มอกทำไมถึงไม่มีมาตรการ “ป้องกัน” ให้มีความแข็งแรงมากกว่านี้

 แม้ที่ผ่านมา พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก หนึ่งในผู้ร่วมเขียน “โปรเจกท์” ได้ออกมาพูดชัดเจนในทำนองว่า “ยาก” ต่อการแก้ไข เนื่องจากมีบรรดา “ผู้ก่อการร้าย” แฝงอยู่ในคราบประชาชนบริสุทธิ์

 ดังนั้นช่วงต่อจากนี้ไปที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินครอบคลุมในพื้นที่ กทม.และ 24 จังหวัดที่เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการจลาจล จะต้องดำเนินการขั้นเฉียบขาด

 เพราะหาก “ผู้ก่อการร้าย” ในพื้นที่ กทม.มีความเชื่อมโยงกับ “ผู้ก่อการร้าย” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะยิ่งส่งผลลบต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลให้ซับซ้อนมากขึ้น

 และถ้ายังไม่สามารถคลี่คลาย “การก่อการร้าย” ในพื้นที่ กทม.ได้หมด แล้วไปยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาลำบากมากขึ้น

 ดังนั้นในช่วงที่ “รัฐบาล-ศอฉ. ประกาศ “เคอร์ฟิว” ในพื้นที่ กทม. ตั้งแต่เวลา 21.00-05.00 น. จนถึงวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ต้องเร่งจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

 ทีมข่าวความมั่นคง