ข่าว

รายงาน-ยูเอ็นกับภารกิจรักษาสันติภาพ

รายงาน-ยูเอ็นกับภารกิจรักษาสันติภาพ

22 พ.ค. 2553

ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศมาก่อนว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ" พรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

 ได้ประสานเสียงเรียกร้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้สหประชาชาติส่งกองกำลังรักษาสันติภาพหรือยื่นมือเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติเหตุรุนแรงในขณะนี้ สะท้อนว่านับวันยูเอ็นเริ่มเป็นคำตอบสุดท้ายของหลายประเทศที่กลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือเกิดเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และไม่สามารถหาทางออกให้แก่ประเทศได้เอง

 ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชาช่วงที่เขมรแดงเรืองอำนาจและก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือที่รวันดาที่เกิดศึกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเผ่าทุสซี่กับเผ่าฮูตู หรือเข้าคลี่คลายความขัดแย้งในเลบานอน โซมาเลีย แม้แต่การต่อสู้แบ่งแยกดินแดนของติมอร์ตะวันออก รวมถึงการรักษาสันติภาพในอิรัก

 ในบางประเทศที่ไม่สามารถเข้าไปได้อย่างเต็มตัว ยูเอ็นก็จะเคลื่อนไหวอยู่รอบนอก และร้องขอให้ส่งผู้แทนเข้าไปสังเกตการณ์ หรือเปิดเจรจาเป็นครั้งคราว เช่นกรณีของพม่า รวมถึงไทย ในสมัยที่เกิดโศกนาฏกรรมตากใบ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวต่างๆ จะเป็นไปได้หรือไม่ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศนั้นๆ ด้วย

 ในส่วนกรณีของไทย เมื่อครั้งเกิดเหตุรุนแรงที่ตากใบ จ.นราธิวาส นั้น นายฟิลิป อัลสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิสามัญฆาตกรรมของยูเอ็นได้ร้องขอให้รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุญาตให้เข้าประเทศ เพื่อสอบสวนเหตุรุนแรงดังกล่าว จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คน สูญหาย 40 คน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

 สำหรับกัมพูชานั้น ยูเอ็นได้เข้าไปรักษาสันติภาพ ระหว่างปี 2535-2538 ในชื่อ กองกำลังเพื่อการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกัมพูชา (อันแท็ก) เพื่อช่วยดูแลการเลือกตั้ง ทั้งยังเปิดสถานีวิทยุ และสร้างเรือนจำของตัวเองขึ้นมา นอกเหนือจากรับผิดชอบด้านการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่ว

 นับเป็นครั้งแรกที่ยูเอ็นเข้าไปควบคุมรัฐบาลของประเทศเอกราช

 แม้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกัมพูชาจะประสบความสำเร็จ จนนำมาซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2536 แต่คณะทำงานของยูเอ็นก็ล้มเหลวที่จะลดกำลังอาวุธของทหารแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะเขมรแดง ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ฝ่ายเขมรแดงก็หลบลงใต้ดินเปิดการรบแบบกองโจรโดยใช้ชายแดนไทยเป็นหลังพิง

 สำหรับบทบาทของยูเอ็นในพม่า แตกต่างออกไปมาก เนื่องจากคณะทำงานของยูเอ็นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสรเสรี ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลย่างกุ้งหากจะเดินทางเข้าไปประเทศนี้เป็นครั้งๆ ไป

 อย่างไรก็ดี ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากยูเอ็น ในที่สุดทางการพม่าก็เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญ และประกาศจะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้โดยกีดกันไม่ให้ นางออง ซาน ซูจี แกนนำในการเรียกร้องประชาธิปไตยมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งยูเอ็นก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้

 แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนักในเรื่องพม่า แต่ยูเอ็นกลับประสบความสำเร็จค่อนข้างงดงามในการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ประเทศน้องใหม่ของโลกอย่างติมอร์ตะวันออกหรือติมอร์เลสเต หลังจากกองกำลังรักษาสันติภาพของยูเอ็นได้เข้าไปช่วยรักษาความสงบสุขและดูแลการหยั่งประชามติเพื่อแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย และประกาศตัวเป็นประเทศเอกราชเมื่อปี 2542

 นอกจากนี้ ยูเอ็นยังได้ส่งคณะสังเกตการณ์เข้าปฏิบัติงานเป็นครั้งแรก เพื่อดูแลการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ เมื่อปี 2491 ส่วนภารกิจแรกของทหารรักษาสันติภาพยูเอ็น คือการเข้าไปตั้งฐานเพื่อป้องกันการรบพุ่งกันระหว่างกองทัพอิสราเอลและอียิปต์ บริเวณคาบสมุทรไซนาย เมื่อปี 2499 โดยมีทหารจาก 10 ประเทศเข้าร่วมปฏิบัติการนี้

 จนถึงขณะนี้ ยูเอ็นเข้าไปช่วยรักษาสันติภาพตามประเทศที่มีความขัดแย้งกันแล้ว 63 จุดทั่วโลก ซึ่งมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และตกเป็นเป้าโดนโจมตีอย่างหนักถึงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะในกรณีหลัง รวมถึง ความล้มเหลวในการป้องกันเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ประเทศเล็กๆ ในทวีปแอฟริกา เมื่อปี 2537

 นอกจากนี้ ยูเอ็นยังไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้ง ระหว่างอิสราเอล กับปาเลสไตน์ แถมยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่น้อย กรณีที่ไม่สามารถบังคับให้อิสราเอล พันธมิตรสำคัญของสหรัฐให้ยอมทำตามมติของสมัชชาสหประชาชาติที่ให้ทำลายกำแพงกั้นเขตเวสต์แบงก์ ส่วนที่ยื่นเข้าไปในดินแดนปาเลสไตน์ โดยอ้างว่ากำแพงนี้มีขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากกลุ่มระเบิดพลีชีพปาเลสไตน์

 ทั้งๆ ที่ สมัชชายูเอ็นได้ลงมติด้วยคะแนนท่วมท้น 150 ต่อ 6 เสียง สนับสนุนคำตัดสินของศาลโลก ที่ชี้ขาดว่า การสร้างกำแพงกั้นเขตเวสต์แบงก์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และกำแพงบางส่วนที่สร้างบนแผ่นดินปาเลสไตน์จะต้องถูกทำลาย

 ทั้งนี้ ยูเอ็นมีข้อจำกัดว่า จะเข้าไปแทรกแซงแก้ปัญหาในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลประเทศในฐานะเจ้าของพื้นที่นั้นก่อน หรือต้องได้รับอนุญาตจากคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายด้วย ไม่ใช่อยากเข้าไปในประเทศใดก็ได้โดยพละการ

 ส่วนเงื่อนไขที่จะเข้าไปแทรกแซงนั้น ประเทศที่จะเข้าไปต้องเกิดปัญหากรณีข้อพิพาทที่รุนแรง ที่มีผลในระดับประเทศ แต่ไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศเพราะยูเอ็นจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาภายในของแต่ละประเทศ อันเป็นกฎระเบียบที่มีการกำหนดไว้แล้ว ยกเว้นแต่ปัญหานั้นขยายตัวเป็นปัญหาระหว่างประเทศ หรือเป็นข้อพิพาทระหว่างดินแดน

 อาทิ กรณีของซูดาน ซึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มกบฏ และมีผลกระทบต่อประชาชนที่เสียชีวิตจำนวนมากระหว่างการสู้รบ ไม่นับรวมกรณีที่ต้องอดอยาก ต้องอพยพหลี้ภัยออกจากพื้นที่สู้รบ กรณีนี้ ยูเอ็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เพราะเส้นทางการส่งอาหาร และเวชภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ถูกโจมตีตลอด จึงต้องเข้าไปคุ้มครองการขนส่ง และเข้าดูแลรักษาความสงบคุ้มครองผู้ลี้ภัย แต่ไม่ใช่เพื่อสู้รบ และไม่ได้ทำหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง