
นักวิเคราะห์มองสลายม็อบแดงต่างเทียนอันเหมิน
เอพีอ้างนักวิเคราะห์ไทยจีนและฝรั่ง ที่มองการสลายม็อบเสื้อแดงที่กรุงเทพฯต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการปราบปรามที่จตุรัสเทียนอันเหมิน
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ก่อนที่กองทัพไทยจะสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงในสัปดาห์นี้ นายฌอน บุญประคอง โฆษกฝ่ายต่างประเทศของผู้ชุมนุมเสื้อแดงเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยนของอังกฤษ คาดการณ์ว่า ผู้ชุมนุมเสื้อแดงจะถูกปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก กลายเป็นกรณีจตุรัสเทียนอันเหมินสำหรับเมืองไทย
แต่เอพีรายงานในวันนี้ว่าคำคาดการณ์ไม่ได้เป็นจริงในหลายๆ ด้าน ซึ่งรวมทั้งมีผู้เสียชีวิตในไทยเพียง 15 คน ขณะที่การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยของกองทัพจีนเมื่อปี 2532 มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน
นักวิเคราะห์ทั้งไทยและจีนเห็นพ้องกันว่า ภาพยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงพลของไทยบุกฝ่าที่กั้นของพวกเสื้อแดง อาจทำให้หลายคนคิดถึงภาพของ"แท็งค์ แมน" เผชิญหน้ากับรถถังที่จตุรัสเทียนอันเหมิน แต่แม้ทั้งสองกรณีจะคล้ายกันตรงที่ทหารต้องเข้าสลายการชุมนุม ที่ทำให้ย่านดาวทาวน์ของประเทศเป็นอัมพาต แต่ความเป็นจริงทางการเมืองเบื้องหลังทั้งสองเหตุการณ์มีสิ่งที่คล้ายกันน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยเป็นชาติประชาธิปไตย แม้จะมีประวัติเกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง ขณะที่จีนเป็นเผด็จการเหนียวแน่น
อาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาความมั่นคงและนานาชาติบอกว่าจตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายขาวกับดำ ระหว่างฝ่ายชั่วร้ายกับฝ่ายดี ระหว่างกองทัพของรัฐบาลเผด็จการ กับประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเพราะไม่เคยมีประชาธิปไตย ขณะที่ไทยเป็นชาติประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่เสื้อแดงโกรธเพราะมองว่าสิทธ์ในระบอบประชาธิปไตยของตนถูกริดรอน พรรคที่ตนเลือกถูกยุบและนักการเมืองที่ตนสนับสนุนถูกห้ามเล่นการเมือง
วิลเลี่ยม คัลลาแฮน อาจารย์มหาวิทยาลัย แมนเชสเตอร์ของอังกฤษบอกว่า สองกรณีนี้คล้ายกันแค่เปลือกนอก นักศึกษาจีนต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่เคยมี แต่เสื้อแดงต่อต้านเครือข่ายในไทยที่มองว่าเอื้อประโยชน์กับชนชั้นสูง เสื้อแดงไม่ได้ร้องขอระบบการเมืองแบบใหม่ เพราะตนอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว แค่ต้องการการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่เชื่อว่าจะทำให้นักการเมืองที่ตนชื่นชอบ ได้กลับมากุมอำนาจ
เอพีระบุว่าว่า ตัวชี้ชัดที่สุดว่าสองเหตุการณ์นี้ต่างกันมาก คือการที่ทางจีนปล่อยให้สื่อของตนรายงานข่าวการประท้วงและการปราบปรามเสื้อแดงในไทยอย่างเต็มที่ ทั้งที่ตามปกติจีนจะเซ็นเซอร์อย่างหนักต่อข่าวที่จะทำลายเสถียรภาพของตน บ่งชี้ว่าจีนไม่กลัวว่าภาพการปราบเสื้อแดงขอองไทย จะไปเตือนใจคนให้นึกถึงกรณีเทียนอัน เหมิน
นายหลี่ ต้าถง นักข่าวผู้คร่ำหวอดของจีน ผู้ถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งบก.ข่าวของหนังสือพิมพ์ระดับชาติเล่มหนึ่งของทางการจีนเพราะตีพิมพ์รายงานที่วิเคราะห์เจาะลึกมากเกินไป มองว่า จีนยอมให้สื่อของตนรายงานข่าวในไทยอย่างเต็มที่ อาจเป็นเพราะมองว่าไม่ได้เป็นภัยคุกคามใดใดต่อตน
นายหลี่กล่าวว่า สถานการณ์ในไทยกับเทียนอันเหมินเมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีอะไรเหมือนกันเลย การประท้วงของนักศึกษาจีนเป็นธรรมชาติ และส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ ในขณะที่การประท้วงเสื้อแดงค่อนข้างจะเป็นการจัดตั้งและบางครั้งใช้ความรุนแรง
นายหลี่กล่าวด้วยว่า ปากกระบอกเสียงของกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อกลางของจีนยังสามารถใช้ประโยชน์จากการรายงานข่าวการชกต่อยในไต้หวันและการประท้วงเสื้อแดงในไทย เป็นตัวอย่างในด้านลบเพื่อเตือนชาวจีนเรื่องการปฏิรูปการเมืองด้วยซ้ำ โดยทางการจีนอาจตั้งคำถามกับชาวจีนว่า"คุณคิดว่าประชาธิปไตยดีนักใช่ไหม มองดูไทยซิว่าเจอปัญหาแบบไหนอยู่"
องค์กรสื่อต่างชาติเรียกร้องขอความปลอดภัยให้นักข่าว
คณะกรรมการเพื่อการปกป้องสื่อมวลชน หรือ ซีพีเจ กลุ่มที่มีฐานอยู่ที่นิวยอร์ก และทำหน้าที่ดูแลสื่อมวลชนทั่วโลก บอกในวันนี้ว่ารัฐบาลไทยจะต้องมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง รับประกันเรื่องความปลอดภัยของสื่อมวลชนในเขตที่มีการปะทะ
หลังจากที่สื่อมวลชน 2 คนเสียชีวิต และอีก 6 คนบาดเจ็บระหว่างการทำข่าวการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
ซีพีเจ บอกว่าทั้งฝ่ายทหาร และทั้งกลุ่มเสื้อแดง ไม่ได้ดำเนินมาตรการอะไรในการปกป้องสื่อมวลชนระหว่างที่เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น
ผู้ประสานงานภูมิภาคเอเชียของทางกลุ่ม นายบ็อบ เดียซ บอกในแถลงการณ์ว่าการรายงานข่าวการจลาจลในไทยเป็นเรื่องอันตราย แต่ก็นานเป็นเดือนแล้วที่ไม่มีฝ่ายที่เป็นปัญหากัน เต็มใจออกมาอนุญาตให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ของพวกเขา โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฆ่าหรือบาดเจ็บ
พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนอย่างเต็มที่ ต่อกรณีการเสียชีวิตเมื่อวันพุธของช่างภาพผู้สื่อข่าวชาวอิตาลี เพื่อสรุปว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตายของเขา และนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงกรณีการตายของนายฮิโร
มุราโมโต ตากล้องชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตระหว่างการทำข่าวการสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เมษายน



