
ปธ.วิปรบ.ยันพรรคร่วมยังจับมือแก้ปัญหาประเทศ
ปธ.วิปรัฐบาลยันพรรคร่วมยังจับมือกันแก้ปัญหาให้ประเทศ กวักมือเรียกฝ่ายค้านกลับใช้เวทีสภา จัดทีมรองรับการตีรวนของฝ่ายค้าน คาดศาล รธน. เริ่มพิจารณาคียุบพรรคได้ปลายเดือน มิ.ย.
เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 21 พ.ค.ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยใช้เวลาการหารือร่วมกันกว่า 3 ชั่วโมง จากนั้นเวลา 15.45 น. นายวิทยา แถลงผลการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันที่จะจับมือร่วมกันในการสะสางปัญหาและนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติพร้อมทั้งเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืนมา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหลายคนอาจมองว่าการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ขอยืนยันว่ากับคนที่กระทำความผิดนั้นจะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างแน่อน และคนที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องถูกบังคับใช้กฎหมายด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันด้วยว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การวางเพลิง การปล้นทรัพย์ และทำร้ายร่างกายอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมทั้งคนที่ตกงานรัฐบาลจะต้องชดเชยค่าตอบแทนให้ในระยะเวลาที่พอสมควร ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่นั้นก็ควรได้รับการบรรเทาความเสียหายอย่างทั่วถึงด้วย
กวักมือเรียกฝ่ายค้านกลับใช้เวทีสภา
นายวิทยา กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนฝ่ายค้านให้กลับสู่สภาเพื่อใช้เวทีของสภาในการแก้ปัญหาประเทศ เพราะที่ผ่านมาฝ่ายค้านเปิดแนวรบมากเกินไป ทั้งบนถนนและในสภา วันนี้สภาถือเป็นหนทางในการแก้ปัญหา ดังนั้นถ้าใช้สภาแก้ปัญหาได้การพูดคุยกันเรื่องยุบสภาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ไม่ต้องมีการกำหนดว่าจะต้องยุบสภาภายใน 3 เดือนหรือ 7 เดือน เพราะทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกลไกของระบบรัฐสภาอยู่แล้ว และหากต่อไปมีการยุบสภาจริงๆ ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องตัดสินใจ แต่ถ้าหากสภามีปัญหาในเรื่องของการผ่านกฎหมาย ก็จะมีทางออก 2 ทางอยู่แล้วคือยุบสภาหรือลาออก ดังนั้นอยากเรียกร้องความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้กลับมาทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ตลอด 4 เดือนของการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติที่ผ่านมานั้น เราแทบไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้านเลย จึงอยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับมาใช้เวทีสภา เพราะเราได้รับการเลือกตั้งให้มาแก้ปัญหาบ้านเมืองตามแนวทางระบอบรัฐสภา
จัดทีมรองรับการตีรวนของฝ่ายค้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ระบุว่า จะใช้เวทีของสภาพูดคุยถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันด้วย นายวิทยากล่าวว่า เรายินดี เพราะฝ่ายค้านอาจมีแง่มุมอีกด้านหนึ่งของฝ่ายค้าน ดังนั้นถ้าพูดกันในสภา ประชาชนก็จะได้ประโยชน์ แต่ต้องกล้ารับฟังความจริงของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย ทั้งนี้วิปรัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกพรรคไปเตรียมกำหนดตัวบุคคลเพื่อขึ้นมารองรับการตีรวนของฝ่ายค้านด้วย ส่วนห่วงเรื่ององค์ประชุมหรือไม่นั้น นายวิทยา กล่าวว่า ไม่ห่วงถ้าส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมากันพร้อม ที่ผ่านมาส.ส.ฝ่ายค้านก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออยู่แล้ว ดังนั้นเราต้องเตรียมส.ส.ของรัฐบาลให้พร้อมที่สุด
ทั้งนี้ในส่วนของการจัดสรรเวลา ได้มอบหมายให้นายวิรัช กัลยาศิริ และนายอัศวิน วิภูศิริ รองประธานวิปรัฐบาล ไปเจรจาเพื่อจัดสรรเวลากับฝ่ายค้าน
คาดศาลรธน.เริ่มพิจารณาคียุบพรรคได้ปลายเดือน มิ.ย.
รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า สำหรับการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง เนื่องจากใช้เงินสนับสนุนกิจการพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ขยายเวลารับคำชี้แจงจากพรรคประชาธิปัตย์ไปอีก 15 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 28 พ.ค.นี้นั้น ขั้นตอนต่อไปในการพิจารณา คือฝ่ายเจ้าหน้าที่ของสำนักงานจะต้องนำข้อมูลทั้งหมดทำสรุปเพื่อนำเสนอต่อคณะตุลาการทั้งคณะ และเป็นเรื่องที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระการพิจารณา โดยหลังจากที่บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระแล้ว จะต้องหารือกันในที่ประชุมเพื่อพิจารณารายชื่อพยาน เพราะหากการยื่นพยานในส่วนที่มีเอกสารชัดเจน หรือพยานที่เบิกความในประเด็นที่ซ้ำกัน อันจะทำให้การสืบพยานหรือการพิจารณาคดีล่าช้าก็สามารถที่จะตัดออกไปได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเริ่มพิจารณาคดีนี้ได้ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส่วนเรื่องเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาทนั้น หากมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ จะค่อยพิจารณากันอีกครั้งว่าสมควรนำมารวมในสำนวนนี้หรือไม่ แต่ในช่วงที่ยังไม่ส่งมาก็จะพิจารณาและสืบพยานกันอย่างต่อเนื่องไปก่อน และยืนยันว่าจะพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว ไม่ชักช้าให้สังคมที่กำลังจับตามองอยู่วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ต้องเข้าใจว่ากรณีนี้เป็นเรื่องใหม่ ไม่เหมือนการยุบพรรคที่ผ่านมา ที่มีคำวินิจฉัยของกกต.และศาลฎีกาเป็นตัวตั้งอยู่แล้ว กรณีดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องสืบพยานใหม่ แต่กรณีนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นเพียงผู้ส่งเรื่องมาให้พิจารณา จึงต้องให้ความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี



