ข่าว

"เด็กติดเชื้อเอชไอวี" ภายใต้อ้อมกอดแห่งบ้านพญาไท

"เด็กติดเชื้อเอชไอวี" ภายใต้อ้อมกอดแห่งบ้านพญาไท

20 มี.ค. 2552

ท่ามกลางการเจริญเติบโตของกระแสทุนนิยมจากทั่วโลก ได้นำพากระแสวัตถุนิยมให้ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทย

   ขณะที่หลายชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด คนบางกลุ่มกลับใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน  โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา  เช่นการรักสนุกเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาเด็กทารกถูกทอดทิ้ง และที่ยิ่งไปกว่านั้น ในเด็กบางรายยังได้รับเชื้อเอชไอวีติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด กลายเป็นภาระของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 เกี่ยวกับเรื่องนี้ "คม ชัด ลึก" มีโอกาสได้พูดคุยกับ วาทินี ไวรักษ์สัตว์ นักสังคมสงเคราะห์ ชำนาญการ และ กุลนันทน์ ราชนิยม พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ  สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท ภายใต้สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ถึงการดูแลเด็กๆ เหล่านี้รวมถึงแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งยอมรับว่าแม้จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุก็ตาม แต่จำเป็นต้องดูแลเพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

 วาทินี เล่าว่า เดิมทีเราจะรับดูแลแต่เด็กกำพร้าที่ร่างกายสมบูรณ์เท่านั้น จนเมื่อปี 2533 กรมพัฒนาสังคมฯ ได้มอบหมายภารกิจให้ดูแลเด็กติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเด็กที่อยู่ในความดูแลทั้งสิ้น 280 คน แบ่งเป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 57 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ทั้งนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล พี่เลี้ยงและอาสาสมัครในการดูแลเด็กจำนวน 164 คน เฉลี่ยพี่เลี้ยง 1 คน ต่อเด็ก 7 คน ซึ่งยอมรับว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปคือ 1 ต่อ 5

 และแม้ว่าวิทยาการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงไร หรือการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้อย่างกว้างขวางมากแค่ไหน แต่จากสถิติตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2551 ชี้ให้เห็นว่าจำนวนเด็กติดเชื้อเอสไอวีไม่มีท่าจะลดน้อยลงเลย ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์รายเดิมได้ยกตัวอย่างจำนวนตัวเลขในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาให้ฟังว่าเมื่อปี 2549 สถานสงเคราะห์แห่งนี้รับเด็กติดเชื้อฯ เข้ามาดูแลจำนวน 27 คน ขณะที่ปี 2550  เพิ่มขึ้นอีก 36  คน และแม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมาจำนวนเด็กจะลดลงเหลือ 33 คนก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นและลดลงนั้นอยู่ในสัดส่วนไม่ต่างกันเลย

 หากแต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอยู่บ้าง นั่นคือ อัตราเสียชีวิตของเด็กติดเชื้อเอชไอวีลดลง รวมถึงเด็กในความดูแลบางคนมีผลเลือดดีขึ้น ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ กุลนันทน์ ในฐานะพยาบาลผู้รับหน้าที่ดูแลเด็กๆ ได้เล่าว่าในเด็กบางรายที่แม่ติดเชื้อแต่ได้รับการดูแลและได้รับยาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หลังจากคลอดออกแล้วได้ส่งตัวเด็กมาถึงมือเรา เด็กคนนั้นก็จะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลจากคณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งช่วยให้เด็กมีผลเลือดกลับมาเป็นเน็กกาทีฟได้อีก อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของเด็กจากโรคเอดส์น้อยลง ต่างจากสมัยแรกๆ

 "หลักการสังเกตอาการของโรคเอดส์ในเด็กและขั้นตอนการดูแลรักษาอย่างสั้นๆ ว่า  โดยทั่วไปจะแสดงออกเป็น 2 ลักษณะคือ อาการหลัก เช่น น้ำหนักตัวลดเลี้ยงไม่โต ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีไข้หนักเป็นระยะเวลานาน และ อาการรอง ก็ได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองโต ติดเชื้อราในช่องปาก รวมถึงเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย  ส่วนการตรวจนั้นก็ทำได้ 2 วิธีเช่นกัน โดยวิธีแรกเป็นการตรวจหาชิ้นเนื้อโดยวิธีพีซีอาร์ แต่จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนวิธีหลังก็จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกัน" พยาบาลประจำบ้านเด็กอ่อนพญาไทกล่าว

 อย่างไรก็ตาม วาทินียังได้กล่าวฝากไว้ด้วยว่า แม้ว่าสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท จะให้การฟูมฟักแก่เด็กๆ ได้ดีเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเคียงอ้อมกอดจากพ่อแม่และญาติพี่น้องในครอบครัวได้ จึงอยากจะฝากไปถึงทุกๆ คน ว่า ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปขอให้ฉุกคิดสักนิดหนึ่ง ขณะเดียวก็อยากจะฝากถึงองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยกันดูแล อีกทั้งเป็นหูเป็นตาต่อกันและกัน อย่างน้อยก็เพื่ออนาคตของชาติ