ข่าว

กว่าจะรู้ว่าพลาด"ศาลากลาง"ก็เหลือแต่เถ้าถ่าน

กว่าจะรู้ว่าพลาด"ศาลากลาง"ก็เหลือแต่เถ้าถ่าน

21 พ.ค. 2553

"กว่าจะรู้ว่าพลาด บ้านเมืองก็เหลือแต่ซาก เถ้าถ่าน กว่าจะรู้ว่าใครเป็นใคร ก็แทบไม่เหลือประเทศชาติให้อยู่"

นี่คือสิ่งที่เห็นและเป็นไปจากเหตุการณ์เผาเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม กลายเป็นกรณีตัวอย่างของความผิดพลาดอย่างชัดเจน

 หากย้อนกลับไปเสาะหาที่มาที่ไปแห่งความย่อยยับของการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ขอนแก่น ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมี 3 จังหวัดที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเว้น จ.มุกดาหาร ที่ประกาศหลังจากศาลากลางถูกเผา

 ความผิดพลาดอันดับแรกที่มาพร้อมกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม กรณีภาคอีสาน 5 จังหวัด ที่จะเป็นบทเรียนสำคัญของฝ่ายความมั่นคง คือ การแต่งตั้ง ผอ.รักษาความสงบเรียบร้อยในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัด ที่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่แนบมามอบให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ทำหน้าที่ ผอ. โดยอ้างว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปกติเป็น ผอ.รมน.จังหวัดอยู่แล้ว

 กรณีเผาศาลากลางจังหวัดในภาคอีสานมีสิ่งที่เหมือนกันคือ กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมตัวมาดี และเข้าข่าย “ม็อบ” (MOB) ในความหมายว่า “ฝูงชนที่บ้าคลั่ง” ขณะที่ฝ่ายที่รักษากฎหมายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในแต่ละพื้นที่ยังเน้นใช้วิธีการแก้ปัญหาตามความเคยชิน นั่นคือ การเน้นการเจรจา อ้างเพื่อไม่ให้เกิดความกดดัน และสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ ซึ่งปกติการชุมนุมเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะได้ผล เพราะฝ่ายรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง กับฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมก็เป็นคนรู้จักมักคุ้น เอื้ออำนวยผลประโยชน์กันและกันจนสามารถเจรจาตกลงกันในบางระดับได้ เมื่ออำนาจสูงสุดในการตัดสินใจอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด บทบาททั่วไปก็จะตกกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแลความมั่นคง และกลไกที่ทำงานก็เป็นทีมของป้องกันจังหวัดโดยอัตโนมัติ 

 แต่หารู้ไม่ว่า การผลักภาระออกจากพื้นที่ กลับเป็นการโยนภาระให้รัฐบาลส่วนกลาง ที่ต้องรับมือกับผู้ชุมนุมที่ กทม.ที่ระดมมาจากแต่ละจังหวัด และเมื่อร่วมชุมนุมที่ กทม.หลายรอบ พอกลับไปในพื้นที่ ผู้ชุมนุมที่ติดความคิด วิธีการจากม็อบราชประสงค์ ก็กลับกลายเป็นคนละคน ส่วนใหญ่แกนนำม็อบที่ไม่มีใครแสดงตัวว่าเป็นแกนนำ เพราะกลัวถูกออกหมายจับ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหัวคะแนน และภรรยานักการเมืองในพื้นที่ ที่ถูกออกหมายจับ และหมายเรียก

 สภาพคนที่อยู่ในอาการคลั่ง ส่งเสียงร้องเรียกหาแต่ความรุนแรง ปฏิเสธการเจรจา แต่ละคนรู้ภาระหน้าที่ชัดเจน และแสดงอาการดีใจ ไชโยโห่ร้อง แบบสุดเสียง เมื่อเปลวไฟกระพือโหมท่วมศาลากลางและควันไฟดำทะมึนปกคลุมทั้งเมือง

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบเร็วมาก ทำให้การเจรจาล้มเหลวในเสี้ยวนาทีเพลิงโหม ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งเคลื่อนกำลังทหาร แต่กว่าที่ทหารจะถึงศาลากลางม็อบก็ยึดและเผาเรียบร้อยแล้ว

 หากทหารจะสลายการชุมนุมก็เท่ากับเป็นการตีเมืองคืน ความสูญเสียจะมีเยอะ

 การปรับโครงสร้าง ศอฉ.ในท้องที่จังหวัดใหม่ ในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม หลังศาลากลางหลายแห่งถูกเผา โดยโอนตำแหน่ง ผอ.มาเป็นฝ่ายทหาร เช่น ขอนแก่น ให้ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็น ผอ. รับผิดชอบท้องที่ จ.ขอนแก่น ในทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพบ้านเมืองในช่วงการประกาศเคอร์ฟิวสับสนอลหม่าน มีการสนธิกำลังกับตำรวจมากขึ้น ขณะที่กำลังทหารมีการเสริมกำลังจากจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 กองร้อย และระดมกำลัง อส.ติดอาวุธจากพื้นที่ตามแนวชายแดนกัมพูชาเข้ามารักษาการณ์ในตัวเมือง

 เป็นการสลายความคุ้นเคย ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้ชุมนุมกับผู้รักษากฎหมาย และเป็นการปรามทางจิตวิทยา เพราะสถานการณ์เกินเลยจากการเจรจาเพื่อลดเงื่อนไขอย่างที่เคยปฏิบัติมา

 ความ "ได้ใจ" ของผู้ชุมนุมที่สั่งสมความฮึกเหิมจนกระทั่งกระหายการเผาศาลากลางนั้น ส่วนหนึ่งคือความรู้สึก และการให้ข้อมูลของแกนนำในทุกระดับว่า มีตำรวจและทหารแตงโม ที่เป็นพวกเดียวกับคนเสื้อแดงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การปิดถนนค้นดะ การยึดแม้กระทั่งรถทหาร กลายเป็นการสะสมแต้ม และการยืนยันว่ามีทหาร ตำรวจแตงโมจริง

 แต่ข้อเท็จจริงเมื่อสถานการณ์สุกงอมในสิ่งที่เชื่อมาตลอด กลับเป็นคนละเรื่อง...

 แต่อาการ "เกียร์ว่าง" ของตำรวจ โดยเฉพาะในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ที่ศาลากลางถูกเผาไป 3 จังหวัดนั้น กลับพบว่า ในระดับปฏิบัติก็มักอ้างว่า "นายไม่สั่ง" ขณะที่ระดับผู้บังคับบัญชาก็ตกอยู่ในสภาพหมดขวัญและกำลังใจ เพราะ "โผ" โยกย้ายระดับ ผกก. ถึง ผบก.จังหวัด ที่ส่งถึงรักษาการ ผบ.ตร.และก็รู้กันล่วงหน้าว่าใครจะกินตำแหน่งดีๆ และที่สำคัญ คนระดับ "ผู้บัญชาการ" แทบไม่มีสิทธิ์แตะโผ...แตงโมยังผงาด เสริมด้วย "ตำรวจสายกลาง" นักวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่งที่สีไหนค่ายไหนก็ไม่เกี่ยง

 คนทำงานจริงๆ ใครจะกล้าถวายหัว...จึงไม่แปลกที่ตำรวจส่วนใหญ่ในระดับปฏิบัติต่างตกอยู่ในสภาพคนทั่วไป ที่มองไปยังศาลากลางจังหวัดในกองเพลิงด้วยสายตาที่หดหู่...แต่ทำอะไรไม่ได้

 การเปิดเกมรุก โดยการเปลี่ยนตัว ผอ.มาเป็นฝ่ายทหาร ที่มีอำนาจในการออกหมายจับตามกฎหมาย จะเป็นการตัดห่วงโซ่ "ส.ส.-เสื้อแดง-แตงโม" โดยเร่งออกหมายจับแกนนำ ประกอบกับการเข้มงวดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงน่าจะเป็นผลดีต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย เมื่อแกนนำและท่อน้ำเลี้ยง ที่มีเสื้อแดงเป็นฐาน แตงโมเป็นเครื่องมือ ต้องสาละวนกับการเอาตัวรอด

 สถานการณ์นับเนื่องจากนี้จึงตกอยู่กับรัฐบาลว่า เพื่อแลกกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนี้ กล้าที่จะเด็ดขาดกับการจัดการโผตำรวจ ไม่ว่าจะผ่านขั้นตอนใด โดยประเมินผลงานด้าน "ความรักชาติ รักบ้านเมืองมากกว่ายศ ตำแหน่ง" ขนาดไหน เพื่อสลายคำว่า "แตงโมได้ดี"

   ขณะที่ ศอฉ.จังหวัดต้องเร่งออกหมายจับแกนนำ และมือวางเพลิง ทำลายทรัพย์สิน อย่างตรงไปตรงมา เพื่อตัดห่วงโซ่การเกี้ยเซียะของนักการเมืองในพื้นที่กับข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจ ก็จะทำให้สถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ภาคอีสาน ขุมกำลังใหญ่เสื้อแดง ได้มีเวลาฟักตัวสู่การมองเหตุมองผล ที่อันตรายน้อยกว่าการร่วมเป็นตัวเร่งสู่การเลือกตั้งที่ "เสื้อแดง" ปักธงรอ