
"ชนะศึก-แพ้สงคราม"
การสลายการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดง ที่ยึดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญมายาวนานกว่า 2 เดือนได้สำเร็จ ภายใต้กองกำลังของ "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน"( ศอฉ.) ที่เข้ากดดันจนแกนนำ นปช. ต้องประกาศยุติการชุมนุมและยอมมอบตัวต่อทางการ ในช่วงบ
แต่ก็เป็นการ "ชนะศึก" ที่ "แพ้สงคราม" เพราะหลังจากที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ "แนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง" และทำการ "เผาบ้าน-เผาเมือง" ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนกลายเป็น "จลาจล" ไปทั่ว ต้องมีการประกาศ "เคอร์ฟิว" ห้ามประชาชนออกจากบ้านและที่พักในช่วงระยะเวลาตามที่ประกาศติดต่อกันยาวนานหลายวัน
จากการแถลงของ ศอฉ. มีอาคารต่างๆ ถูกเผาทำลายถึง 39 จุด ในจำนวนนี้มีห้างสรรพสินค้าชั้นหนึ่งของประเทศ อย่าง "เซ็นทรัลเวิลด์" ถูกเผาเสียหายทั้งหลัง และห้างสยามพารากอน ห้างโซโก้ ก็โดนด้วย รวมทั้งธนาคารพาณิชย์กว่า 10 แห่ง โรงภาพยนตร์ อาคารมาลีนนท์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของช่อง 3 และสถานที่ราชการ
และยังมีการลุกลามไปยังต่างจังหวัด มีการเผาศาลากลางใน 3 จังหวัดภาคอีสาน คือ อุดรธานี อุบลราชธานี และขอนแก่น จนต้องมีการประกาศ "เคอร์ฟิว" เพิ่มอีกหลายสิบจังหวัด ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน สถานการณ์เหมือน "ไฟลามทุ่ง"
เมื่อประเมินความเสียหายออกมานับเป็นเงิน "หลายหมื่นล้านบาท"
ขณะที่มียอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม รวมทั้งสิ้น 44 ราย และบาดเจ็บ 398 ราย
เป็นการ "ชนะศึก" บน "ซากปรักหักพังของบ้านเมือง" ซึ่งต้องใช้เวลาในการ "ฟื้นฟูประเทศ" และ "สภาพจิตใจ" ของผู้คนอีกนาน
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในการใช้กำลังเข้าปราบปรามและสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดงในครั้งนี้ ที่จริงก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่มี "ทางเลือก" มากนัก
เพราะก่อนหน้านี้ เคยเสนอ "แผนปรองดอง 5 ข้อ" ให้แก่แกนนำ นปช.ไป เพื่อหวังให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่ก็ถูกทางเสื้อแดง "ล้มกระดาน" ไป ขณะที่การชุมนุมยึดย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ก็ยังมีอยู่ต่อไป สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจของประเทศทุกวัน และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด ซึ่ง "อภิสิทธิ์" จะนิ่งเฉยไม่ยอมทำอะไรเลย ก็ไม่ได้
อีกทั้ง "รัฐบาล" เอง ก็เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" ในครั้งนี้ ไม่ใช่การชุมนุมตามปกติธรรมดา แต่เป็นการ "ก่อการร้าย" โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น "ผู้บงการใหญ่" อยู่เบื้องหลัง และมีการยืนยันจาก "บิ๊ก" ของกองทัพว่า "เอาอยู่" จึงเป็นที่มาของการลุยปิดล้อม
อย่างไรก็ตาม นับแต่นี้ไป "เส้นทางเดิน" ของ "นายกฯ นักเรียนนอกจากเมืองผู้ดีอังกฤษ ต้นแบบของประชาธิปไตย" มีเหลือไม่มากนัก เพราะเมื่อประเทศเสียหายยับเยิน ก็ต้องแสดง "สปิริต" แสดงความรับผิดชอบในฐานะ "ผู้บริหารประเทศ" ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเกิดจากอะไรก็ตาม
นั่นก็คือ ไม่ "ยุบสภา" ก็ต้อง "ลาออก"
ซึ่งก็เชื่อว่า คนอย่าง "อภิสิทธิ์" จะเป็น "สุภาพบุรุษ" แสดงความรับผิดชอบด้วยการเลือกทางใดทางหนึ่ง และน่าจะเป็นการตัดสินใจ "ยุบสภา" มากกว่า เพื่อจัดการเลือกตั้งกันใหม่ เพราะจะเป็น "ตัวชี้วัด" อย่างหนึ่งด้วยว่าประชาชนคิดอย่างไรกับการบริหารประเทศของเขา โดยเฉพาะการตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายปราบปรามผู้ชุมนุม
เพราะหากประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเขา ก็คงเลือกเข้ามาบริหารประเทศต่ออีก ในทางตรงกันข้ามหากเห็นว่าเป็น "ความผิดพลาด" ก็คงลงโทษด้วยการไม่เลือกเข้ามาอีก
อีกทั้งการ "ยุบสภา " ก็เคยเป็นข้อเรียกร้องหนึ่งของ "คนเสื้อแดง" ด้วย
ขณะที่การ "ลาออก" ก็เป็นเพียงแค่การ "เปลี่ยนหัว" คนมาเป็นนายกฯ เท่านั้น ซึ่งก็เป็น "คนในฝ่ายรัฐบาล" อาจทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจาก "คนเสื้อแดง" สักเท่าไหร่
และที่ยังต้องกล่าวถึง "คนเสื้อแดง" อยู่ ก็เพราะการชนะของ "รัฐบาล" ต่อ "คนเสื้อแดง" ในครั้งนี้ ไม่ใช่การชนะอย่างชนิด "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด" โดยเป็นการ "พ่ายแพ้" ของคนเสื้อแดงเพียงชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น และพร้อมที่จะก่อตัวขึ้นได้ตลอดเวลาเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย
อย่างที่มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว เมื่อครั้ง "เสื้อแดง" ปราชัย ในเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" ปี 52 แต่แค่ผ่านไปเพียงปีเดียว "เสื้อแดง" ก็สะสมประสบการณ์และกลับมาชุมนุมใหญ่ใหม่ในปีนี้ และแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
เพราะว่าความแตกแยกทางความคิดของคนไทยในครั้งนี้มัน "ร้าวลึก" จริงๆ
ฐานันดร 4



