
กรุงเทพฯวันฟ้าเปิด...'บาดแผล'และ'หายนะ'
พลันที่แกนนำเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุม ฝูงชนที่บ้าคลั่งและคุมแค้นก็เริ่มปฏิบัติการเผาบ้านเผาเมือง โดยเฉพาะบริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โรงภาพยนตร์สยาม ธนาคารนครหลวงไทย แปรสภาพเป็นเถ้าถ่านกับซากปรักหักพัง และตำนานว่าครั้งหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางล้ำสมั
เวทีปราศรัยที่แกนนำเสื้อแดงขึ้นไฮด์ปาร์คโจมตีรัฐบาลเคยอยู่อย่างไรก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ตาข่ายที่ขึงกันแดดกันลมห้อยรุ่ยร่าย เศษกระดาษปลิวว่อน แผงเหล็กหน้าเวทีบางอันล้มตะแคงไม่เป็นระเบียบ แผ่นป้ายข้อความยุบสภาหลุดลุ่ย ห่างออกไปเต็นท์พักนอนผู้ชุมนุมรอบๆ เวทียังตั้งตระหง่าน แต่ข้าวของเครื่องใช้ ทั้งเครื่องนอนและเครื่องครัวกระจัดกระจาย ดูยุ่งเหยิงบ่งบอกให้รู้ว่าวันคืนที่ผ่านมาพวกมันเจอกับอะไรบ้าง
ท่ามกลางซากปรักหักพังของเซ็นทรัลเวิลด์และร้านรวงรอบๆ ทหารจำนวนหนึ่งเข้าตรวจพื้นที่เวทีราชประสงค์ด้วยท่าทางระแวดระวังภัยเป็นพิเศษ เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ทั้งเรื่องอาวุธที่อาจจะถูกซุกซ่อนอยู่ และเรื่องผู้ก่อการร้ายที่อาจจะแฝงตัวอยู่ในจุดลับตาจุดใดจุดหนึ่ง
นอกจากการสาละวนตรวจหาอาวุธแล้ว พวกเขายังต้องคอยพะวงกับบรรดาประชาชนที่เข้ามาเลือกหาข้าวของเครื่องใช้ ที่ยังพอใช้การได้ติดมือกลับไป พร่ำเตือนและกันให้พ้นพื้นที่อันตราย แต่ก็ทำได้แค่ชั่วเวลาสั้นๆ เมื่อหันกลับไปปฏิบัติหน้าที่ ชาวบ้านเหล่านั้นก็กลับเข้ามาอีก เป็นเช่นนี้อยู่เกือบตลอดเวลา
"วาริน อภัยศรี" รปภ.โรงแรมอัมรินทร์ วัย 45 ปี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 8 โมงเช้า นั่งมองดูความเสียหายด้วยสีหน้าเศร้าสลด สำทับถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตั้งแต่เช้าเป็นต้นมามีชาวบ้านเข้ามาเลือกเก็บสิ่งของที่ยังใช้การได้ตลอด ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วระบายความกลัดกลุ้มใจออกมา
"ไม่คิดว่าผู้ชุมนุมจะมาเผากันมากมายขนาดนี้ ตอนชุมนุมกันผมยังนั่งคุยกับพวกเขาอยู่เลย เพราะส่วนใหญ่มาจากอีสานเหมือนกัน ไม่น่าทำเลย"
ห่างออกไปที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่ถูกก่อวินาศภัยเป็นแห่งแรกๆ เปลวเพลิงที่สุมอยู่ตลอดทั้งคืนถึงเช้าวันนี้โครงสร้างบางส่วนเริ่มพังทลาย กระนั้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เป็นระยะ พร้อมกับกั้นเป็นพื้นที่อันตรายเพลิงไหม้ห้ามเข้า
แต่สำหรับโรงภาพยนตร์สยามกับธนาคารนครหลวงไทยบัดนี้เพลิงมอดแล้ว พร้อมกับทิ้งความเสียหายเอาไว้มากมาย จนยากจดจำว่าครั้งหนึ่งที่นี่มีสภาพอย่างไร เถ้าถ่านที่หล่นทับถมกองโตท่วมรองเท้า กับเศษเหล็กจากโครงสร้างโผล่พ้นซากปรักหักพังเหมือนกับจะพังมิพังแหล่ ชาวบ้านบางคนที่มุงดูถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ใกล้ๆ กับร้านเอ็มเคสุกี้สยามที่ถูกเพลิงไหม้ ผู้ประกอบการบางรายทนไม่ได้อยากเข้าไปเห็นความเสียหายกับตา ถึงกับบุกตะลุยกองขี้เถ้าเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินที่ยังพอใช้การได้ออกมา "ตี๋ ธนบดี" ร้านขายเสื้อผ้าชื่อเดียวกันนี้เข้าไปรื้อได้เสื้อผ้าและเศษผ้ากลับออกมากองโต สีหน้าเศร้าสร้อยยามมองดูทรัพย์สินและร้านค้าพังพินาศ สะเทือนใจจนคนรอบข้างเบือนหน้าหนี
"ผมพูดไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไร ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนี้" คำพูดติดๆ ขัดๆ เหมือนคนสำลักน้ำออกจากปากตี๋
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการร้านค้าสยามซอย 4 และ 5 ราว 30-40 คน รวมตัวกันเข้ามาดูความเสียหาย บ้างก็ขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ที่ยังอยู่ในสภาพดีออกไป "เจี๊ยบ" ชายหนุ่มวัย 45 ปี เจ้าของแผงซีดีสยามซอย 5 วิงวอนให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้วย จากนี้ไปจะรวมกลุ่มกันไปแจ้งความให้ตำรวจได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น
เจี๊ยบ เล่าว่า ตั้งแต่มีการประท้วงที่ราชประสงค์ต้องหยุดขายมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ขาดรายได้ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าหากมีการสลายการชุมนุมภาพความเสียหายจะเป็นแบบนี้ แต่รู้สึกเสียใจที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไม่ส่งทหารมาคุ้มกันร้านค้าของพวกเขา รู้สึกไม่ดีมากที่ถูกกระทำแบบนี้ เพราะต่างคนก็ต่างทำมาหากิน
"ตอนแกนนำเสื้อแดงมอบตัวดีใจมาก คิดว่าพอเคลียร์พื้นที่ได้แล้วพวกผมก็เข้ามาขายของได้ แต่พอม็อบจบเรากลับจบไปด้วย" เจี๊ยบ สะท้อนความรู้สึก
จากแยกราชประสงค์ย้อนมาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อีกจุดที่มีหายนะเกิดขึ้น เมื่อผู้ชุมนุมจุดไฟเผาห้างเซ็นเตอร์วัน ร้านหนังสือดอกหญ้า แม้จะผ่านมาหลายชั่วโมง แต่ยังมีไฟคุกรุ่นและควันดำพวยพุ่งออกมาอยู่ตลอดเวลา ถนนที่ครั้งหนึ่งคลาคล่ำไปด้วยรถราสัญจรและผู้คนขวักไขว่ มาวันนี้กลับเต็มไปด้วยรถน้ำดับเพลิงจอดอยู่เต็มถนนพระราม 9 และตรอกซอกซอย
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสาละวนฉีดน้ำไปยังต้นเพลิง กำลังตำรวจราว 1 กองร้อยพยายามลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุและควบคุมสถานการณ์ กลับถูกผู้ชุมนุมราว 1,000 คน ที่ยังกลับบ้านไม่ได้ และรวมตัวกันอยู่ไม่ไกลออกไปนัก ตะโกนโห่ร้องขับไล่ เกือบจะเกิดเหตุชุลมุนขึ้น ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่ความสงบในเวลาไม่นานนัก
ห่างออกไปใกล้ทางลงทางด่วนขั้นที่ 2 ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นกับแบงก์ไทยพาณิชย์ถูกพระเพลิงเผาเหลือแต่ซาก จนดูไม่ออกว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นร้านรวงอะไร ยกเว้นป้ายร้านและสัญลักษณ์ใบโพธิ์ที่ขาดวิ่น ตู้เอทีเอ็ม 3-4 แห่ง ถูกทุบทำลายแหลกเละ ถัดไปร้านก๋วยเตี๋ยวพระนครอันลือชื่อหลงเหลืออยู่แค่ความเสียหายยับเยิน
แม้เหตุการณ์ร้ายๆ จะผ่านไปแล้ว ทว่าชาวบ้านในย่านนี้ยังคงหวาดผวากับสิ่งที่เกิดขึ้น หญิงวัยกลางคนขะมักเขม้นอยู่กับการขนย้ายข้าวของออกจากบ้านขึ้นรถกระบะด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ดูเหมือนว่าเธอกำลังรีบและขวัญเสียจนพูดไม่ออก หรือไม่ก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่กับคนแปลกหน้า
เศษเถ้าและเขม่าจากเพลิงไหม้ปลิวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ถึงกระนั้นก็ยังมีประชาชนจำนวนมากที่หยุดดูความเสียหาย พร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บบันทึกเอาไว้ จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมุ่งหน้าสามเหลี่ยมดินแดงไปตามถนนพระราม 9 ภาพความเสียหายจากการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงยังคงหลงเหลือเป็นรอยจารึก โดยเฉพาะรอยเผายางรถยนต์ !?!
ยางรถยนต์ทำจากยางพาราเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เมื่อกองสุมจุดไฟให้ความร้อนสูง ทำให้ผิวถนนยางมะตอยหลุดลอกเป็นหลุมลึกอยู่หลายแห่ง ตลอดสองข้างทางปรากฏความเสียหายอยู่มากมายตลอดรายทาง ทั้งรอยกระสุน รอยเพลิงไหม้ ปรากฏอยู่ตามกำแพงและป้ายรถเมล์ อาคารร้างหลังหนึ่งที่เด็ก 14 อุตริจุดเผายืนตัวอยู่ริมถนนอย่างเศร้าสร้อย ส่วนอาคารโรงอาหารในสำนักงาน ป.ป.ส.แม้จะได้รับความเสียหาย แต่ก็ลามไปไม่ถึงตัวอาคารหลัก วันนี้มีเจ้าหน้าที่ รปภ.ยืนดูแลอย่างเข้มงวด
ตลอดเส้นทางสายนี้ที่เคยเป็นแดนปะทะอันดุเดือด ณ เวลานี้เต็มไปด้วยความเงียบเหงาวังเวง ปราศจากชีวิตชีวาเหมือนอย่างเคย กลุ่มผู้ชุมนุมราว 10-20 ชีวิต ปลีกตัวออกมาจากกลุ่มใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เดินเตร่ไร้จุดหมาย คนเก็บของเก่าวุ่นอยู่กับการเฟ้นหาของที่มีค่าไปขายแลกเงินเป็นค่าอาหารมื้อค่ำ จากที่นี่เลยไปถนนราชปรารภคิลลิ่งโซนอีกแห่งมีสภาพไม่ต่างกัน สภาพความเสียหายปรากฏอยู่ทั่วไป ขยะและเศษกระดาษกลาดเกลื่อน ด้วยยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่ทำความสะอาด
ด่านทหารขวางถนนดูผิดที่ผิดทาง ปิดกั้นไม่ให้ผู้คนภายนอกเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม พร้อมกับประชาสัมพันธ์ห้ามคนเข้า ผู้ชุมนุมกลุ่มย่อยเดินผ่านแสดงอาการไม่พอใจ โห่ไล่และด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ในวันที่ผู้คนบ้าคลั่งเผาบ้านเผาเมืองเหมือนกับไม่ใช่คนไทย !?!



