
ฐานคิดสำคัญของคนท้องถิ่น
เรื่องพื้นๆ ง่ายๆ ที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จึงทำให้คนไทยในปัจจุบันส่วนหนึ่ง(คงไม่น้อย)จะมองข้ามและไม่ใคร่จะให้ความสนอกสนใจมากนัก เช่นเรื่องที่เราถูกสั่งสอนมากว่า 50 ปีมาแล้วว่าเราคือประเทศที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้นำในแหลมทองแห่งนี้(มาก่อน)และเราม
ปลุกความรักชาติ ทั้งที่เป็นเพลงเฉพาะคือเพลงที่มักจะเปิดให้เราฟังเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร(ซึ่งไม่ปรารถนาจะให้มีและให้เกิดอีกในประเทศนี้) และปัจจุบันมีไม่น้อยที่การปลุกเร้าความรักชาติในรูปแบบของเนื้อหาและสาระของบทเพลงลูกทุ่ง เพลงสากลและเพลงเพื่อชีวิต เนื้อร้องเหล่านั้นทำให้ผู้ฟังมีความเข้าใจในบริบทความรักชาติไม่น้อย และหลายเพลงมีเนื้อหาที่ซาบซึ้ง มีความหมายที่ควรแก่การจดจำ ไม่นับรวมกับกิจกรรมอื่นๆ อีกสารพัด
กิจกรรมการรณรงค์ร้องเพลงชาติเวลา 6 โมงเย็นตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อหลายเดือนก่อน ประชาชนต่างร้องและเปล่งเสียงออกมาเพื่อสร้างจิตสำนึกความยิ่งใหญ่ของความรักชาติอย่างมากมาย ถึงแม้จะใช้งบประมาณอยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนอาจจะมีคุณค่ามากมายในความรู้สึกของคนไทยทั่วไป กิจกรรมเหล่านี้ถึงแม้จะดูเหมือนมีคนไทยเข้าร่วมมากมายตามจังหวัดต่างๆ แต่ดูเหมือนแก่นแท้และสาระที่พึงมีพึงสร้างในกระบวนทัศน์ของความรักชาติรักประเทศยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และยังจะต้องขบคิดหาสาระและองค์ความรู้ที่จะทำให้คนในชาติมีความรักมากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ให้มากยิ่งขึ้น
เนื้อหาประการสำคัญในการจะสร้างให้ผู้คนประชาชนในประเทศมีความรักชาติมากขึ้นมีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเข้าอกเข้าใจในองค์รวมของความเป็นพลเมืองไทยที่มีเนื้อหาของความหลากหลายทางความคิดความอ่านที่มีพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ละกลุ่มบุคคล ตลอดจนการมีกิจกรรมทางการเมืองที่เหมือนกันอย่างน้อยต้องมีความคิด ความอ่าน ผลประโยชน์และอุดมการณ์...? ร่วมเหมือนกัน ซึ่งดูเหมือนสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะทำให้พลเมืองไทยมีความคิดที่แน่วแน่ในความรักชาติเหมือนๆ กัน
จากความจริงที่ปรากฏและเป็นที่ประจักษ์ว่าความเป็นพลเมืองไทยยังเป็นท่อนเหล็กที่กลวงโบ๋อยู่อีกมาก หลายคนมองว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติต้องประกอบด้วยความเข้าใจในระบบนิเวศวัฒนธรรม กล่าวคือเข้าใจในบริบทของความแตกต่างกันของสังคมของผู้คนในประเทศ ความหลากหลายในวิถีชีวิต ภาษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อในลัทธิและศาสนา ตลอดจนความเป็นมาของรากเหง้ากำพืดทางชาติพันธุ์และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ในแต่ละเหล่ากอของพลเมืองประเทศจะไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้รัฐจะต้องมีบทบาทมากที่สุดในการจะหาทางสร้างองค์ความรู้ในเรื่องความหลากหลายให้แก่คนในชาติอย่างลึกซึ้งกว้างขวางและจริงจังมากขึ้น
ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคำบางคำที่จำเป็นต้องเรียนรู้เช่นคำว่า มลายู และ สยาม เพียงสองคำนี้ก็มีความสำคัญที่จะต้องสร้างให้สังคมไทยทั่วไปได้เข้าใจให้มาก เพราะในสังคมท้องถิ่นเองยังเข้าใจหรือพยายามที่จะให้ความหมายของสองคำนี้อย่างไขว้เขวและไปในทิศทางที่ตนเองปรารถนา ในความเป็นจริงคำว่า มลายู หรือนายู (ในการพูดสั้นๆ ห้วนๆ ตามประสาคนปักษ์ใต้) คือคนเชื้อชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนคำว่า สยาม หรือเซียม หรือเซียง หรือซือแย ในความหมายของคนที่พูดภาษามลายูคือ ชาติพันธุ์สยามที่นับถือศาสนาพุทธหรือพลเมืองไทยที่มีและใช้วิถีพุทธในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลในอดีตสมัยหนึ่งต้องการสร้างความเป็นเอกลักษณ์หรือหนึ่งเดียวในสยามประเทศ เพราะความเป็นหนึ่งเดียวในความเข้าใจนั้นหมายถึงความสูญสิ้นความเป็นชาติพันธุ์มลายูที่มีพื้นฐานทางความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วย ซึ่งคนมลายูถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องรักษา เพราะไม่เช่นนั้นชีวิตจะตกอยู่ในปากหุบเหวของคนไร้ศาสนาและตกนรกหมกไหม้ไปในที่สุด เป็นเรื่องที่จะยอมความหรือยืดหยุ่นไม่ได้เป็นเด็ดขาด
เรื่องพื้นๆ เรื่องง่ายๆ ในมุมมองของกลไกรัฐบางคนเช่นนี้คงจะเกิดขึ้นกับพลเมืองไทยที่เป็นชาวมอญ เขมร ลาว ล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่นเดียวกัน แต่บังเอิญยอมความกันได้บ้างเพราะอย่างน้อยศาสนาเดียวกันหรือสอดคล้องกับวิถีในชีวิตประจำวันจึงไปด้วยกันได้(บ้าง?) ทำให้ดูเหมือนว่าคนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนที่แข็งกระด้างและคิดต่างและต่อต้านอำนาจรัฐอยู่เสมอๆ หากมีความรู้ความเข้าใจในความลึกตื้นหนาบาง ของที่มาและที่ไปดังกล่าว ปัญหาของภาคใต้แก้ง่ายนิดเดียวจริงๆ สำคัญแต่ผู้มีอำนาจทั้งหลายอยากจะเห็นความสงบสันติสุขจริงๆ หรือเปล่า ?
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
[email protected]



