ข่าว

"ไทยโมเดล"มาตรฐานใหม่ทางการเมือง

"ไทยโมเดล"มาตรฐานใหม่ทางการเมือง

21 พ.ค. 2553

ไม่ผิดความคาดหมายแต่ประการใดที่ว่าทันทีที่แกนนำกลุ่มนปช.ประกาศยุติการชุมนุมและยอมมอบตัวเพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการสู้รบ แต่ไม่ได้ประกาศให้สาวกคนเสื้อแดงยุติการก่อเหตุรุนแรงใดๆ กลุ่มฮาร์ดคอร์ที่แฝงตัวอยู่รอบนอกก็ได้ลงมือก่อเหตุเผาบ้านเผาเมือ

 สมกับที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เตือนหรืออีกนัยหนึ่งให้สัญญาณไฟเขียวระหว่างเดินสายให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างชาติว่าอาจจะเกิดสงครามกองโจรทั่วประเทศขึ้นได้หลังการสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์

 ถ้อยแถลงของพ.ต.ท.ทักษิณ บ่งชี้เป็นนัยว่าเหตุไม่สงบในประเทศคงจะยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี ดังที่ พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการกองการศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย อธิบายว่า "สงครามกองโจรยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ อาจจะ 1 ปี หรือ 2 ปี เพราะจะต้องผ่านการฝึกฝนอบรม การเข้าสู่สงครามจะเป็นกระบวนการช่วงสุดท้าย หากขณะนี้ รัฐไม่สามารถสถาปนาอำนาจขึ้นมาได้ เพื่อจัดการกับกลุ่มที่แตกออกไป แนวโน้มคือแย่ๆ ไปเรื่อยๆ" ซึ่งก็คงเป็นไปตามแผนของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องการผลักประเทศไทยให้กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว จะได้ดึงต่างประเทศให้เข้ามาแทรกแซงได้ตามแผน "โลกล้อมประเทศ"

 นานาประเทศเองก็คงอ่านสัญญาณนี้ออก สังเกตได้จากการที่ไม่มีประเทศใดหรือองค์กรระหว่างประเทศใดอย่างองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประณามรัฐบาลไทยในปฏิบัติการชิงพื้นที่คืน หนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะเห็นมาตลอดว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สร้าง "ไทยโมเดล" ขึ้นในการสลายการชุมนุม โดยยึดมั่นในหลักอดทน อดกลั้น และใช้แผน "จากเบาไปหาหนัก" มาตลอดช่วงกว่า 2 เดือนนับตั้งแต่มีการชุมนุมประท้วง อีกประการหนึ่งเป็นเพราะ มีหลักฐานมากขึ้นว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปโดยสันติ อหิงสา หากทำควบคู่ไปกับการใช้อาวุธและความรุนแรงโดยกลุ่มฮาร์ดคอร์และนักรบชุดดำ

 สิ่งที่สหประชาชาติและนานาประเทศ รวมไปถึงสหรัฐและสหภาพยุโรปทำกันก็คือ ขอให้รัฐบาลไทยและแกนนำนปช.มีความอดทนอดกลั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตมากไปกว่านี้  และหันมาปรองดองกันเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่สิ่งที่นานาประเทศไม่ได้พูดถึงก็คือ "ไทยโมเดล" ของนายอภิสิทธิ์ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่การเมืองไทยว่าไม่จำเป็นต้องอาศัยการปฏิวัติรัฐประหารมาเป็นเครื่องมือคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองอีกต่อไปเหมือนในอดีต อีกทั้งยังสามารถช่วยลดจำนวนตัวเลขการสูญเสียต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 300-500 ราย เหลือแค่ระดับหลักสิบเท่านั้น