
"อภิสิทธิ์"แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหาร
เฉลิม แฉรัฐบีบหน่วยราชการ ท้า ทีพีไอ ตั้งทีมทนายฝีมือดีไว้ฟ้อง เผยให้เซ็นเอกสาร 40 แผ่นด้วยปากกา 20 ด้ามหนีความผิด อภิสิทธิ์แจงเหตุไม่ใช้ยศทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง
(19มี.ค.) ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีว่า อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ติดตามฟังว่าตนมีหลักฐานอะไร อย่ามาถามว่าเป็นข้อมูลเก่าหรือไม่ ยืนยันว่าเป็นข้อมูลใหม่กว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกฯ สิ่งที่ตนอยากบอกคือ คนในรัฐบาลกำลังบีบบังคับหน่วยราชการให้ส่งคำให้การมาให้รัฐบาล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าไม่ผิด ชี้แจงได้แล้วทำไมต้องไปบังคับขู่เข็ญข้าราชการ
“ก็ไหนรัฐบาลบอกว่าเก่ง แล้วทำไมต้องไปขู่เข็ญเขาตั้งแต่เมื่อคืน พอเขาไม่ให้ ตอนเช้าก็เอาอีกแต่เขาก็ไม่ให้ จะขอถ่ายเอกสารมา ก็ไหนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาตรฐานสูง ไหนว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต สะอาดกว่าพรรคการเมืองอื่น แล้วทำอย่างนี้ทำไม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่บริษัททีพีไอ โพลีน ระบุว่าจะฟ้องตนถ้าอภิปรายพาดพิงนั้น อยากบอกว่าตนมีข้อมูลครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องเช็คที่ให้กับบริษัทเมสไซอะจำนวน 27 ใบนั้น ที่ถ่ายเอกสารมามันไม่ชัดเจนว่ามีหมายเลขอะไรบ้าง เพราะที่ถ่ายออกมาดูได้แค่16 ใบ จึงต้องถามว่าอีก 11 ใบอยู่เส้นทางสายไหน นำเงินไปไว้ที่ไหน และไปไว้กับใคร เรื่องนี้ตนมีข้อมูลครบถ้วน ดังนั้นถ้าบริษัททีพีไอจะฟ้องก็เชิญฟ้องได้เลย แต่ขอให้ตั้งทีมทนายดีๆ เพราะการบริจาคเงินครั้งนี้ไม่ใช่เงินบริจาคแต่เป็นเงินโจร เป็นเงินในตลาดหลักทรัพย์ที่มีบริษัทมหาชนถือหุ้น จึงไม่สามารถนำออกมาได้
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการรายงานว่านำเงินไปทำอะไร แต่มีการระบุว่านำไปใช้ 8 โครงการจำนวน 227 ล้านบาท และก่อนหน้านั้นก็มีการนัดพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ มีการมอบเงินอีก 36 ล้านบาท ตนไม่เคยพูดว่า 258 ล้านบาทแต่จะบอกว่าเป็น 263 ล้านบาทและก็ยังมีอีก26.9 ล้านบาท แต่ที่เป็นประเด็นคือโครงการต่างๆต้องมีกรรมการ 2 ใน 9 เซ็นต์อนุมัติ แต่ปรากฏว่ามีการเซ็นต์อนุมัติเพียงคนเดียวทำให้สัญญาเป็นโมฆะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานใดที่รัฐบาลบังคับให้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายมาให้ ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่บอกว่าเป็นหน่วยงานใด แต่ขอให้ฟังข้อมูลที่ตนจะอภิปรายให้ดี เรื่องนี้ตนเชื่อว่าสื่อมวลชนและประชาชนจะเข้าใจ ซึ่งหลังจากการอภิปรายในช่วงเช้าแล้วตนจะเก็บตัวอยู่ที่ห้องประธานวิปฝ่ายค้าน ส่วนรัฐบาลบังคับให้หน่วยราชการส่งข้อมูลให้อย่างไร ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2551 ที่มีพยานมาทวงถามสิทธิที่ควรจะได้รับ แต่ปรากฏว่าไม่ให้เขาแล้วยังหลอกให้เซ็นชื่อในเอกสาร 40 แผ่น ด้วยปากกา 20 ด้ามที่มีน้ำหมึกของปากกาไม่เหมือนกัน เพื่อหวังว่าจะไม่มีความผิด แต่อยากบอกว่าเข้าใจผิด เพราะการตรวจพิสูจน์หลักฐานสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นใครจะดูหมิ่นดูแคลนตนว่าเป็นข้อมูลเก่าต้องฟังให้ดี
ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการบางคนระบุว่าฝ่ายค้านอภิปรายเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะประชาชนยังให้โอกาสรัฐบาลอยู่นั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ไม่ได้บอก ว่าจะไม่ให้โอกาส นักวิชาการออกมาวิจารณ์นั้นตนก็ไม่เคยให้แต้มอยู่แล้ว ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วก็รักใคร่ชอบพอกับนายอภิสิทธิ์ ดังนั้นถ้านายอภิสิทธิ์ชี้แจงได้ก็ไม่มีปัญหา
อภิสิทธิ์แจงเหตุไม่ใช้ยศทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจง หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม ถึงกรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ กว่า 258 ล้านบาท ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวหา อีกทั้งที่ผ่านมาการแจ้งเงินบริจาคกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่ง กกต.มีการซักถามข้อสงสัยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่า ไม่มีประเด็นที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายในวันนี้แต่อย่างใด พร้อมทั้งปฏิเสธว่า เมื่อคืนนี้ไม่มีคำสั่งเข้าแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ เพราะตั้งแต่ทำงานการเมืองมาไม่เคยมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังชี้แจงประเด็นการได้มาของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เป็นไปอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย และการไม่ใช้ยศทหารในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องการสร้างความเสื่อมเสียให้แวดวงทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง
ส.ส.เพื่อไทยร่วมยินดีหลัง"เฉลิม"
ภายหลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจบ โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมงเต็ม ส.ส.พท.หลายคนต่างทยอยกันเดินเข้ามาจับมือกับ ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ว่าจะเป็น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยาและประธานวิปฝ่ายค้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ ฯลฯ
ทั้งนี้ นางสาวชินณิชา บุตรสาวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีถึงกับกล่าวเสียงดังลั่นห้องประชุมว่า “อาสุดยอดมาก” ทั้งนี้ หลังจากอภิปรายเสร็จ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เดินทางกลับทันที โดยไม่รอฟังคำชี้แจงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องกล่าวเหน็บว่า ถ้าร.ต.อ.เฉลิมสงสัยอะไรแล้วอยู่ฟังก็จะได้ความรู้มากขึ้น
"จตุพร"จวก"อภิสิทธิ์ "อุ้ม พธม.แก้ กม.ลดโทษยึดสนามบิน
เมื่อเวลา 13.00 น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปรายเป็นคนที่ 2 ของฝ่ายค้าน ต่อจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในประเด็นกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปูนบำเหน็จให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยการแก้กฎหมายยึดสนามบิน โดยลดโทษการยึดสนามบินสุวรรณภูมิจากโทษประหารชีวิต ให้เหลือเพียงเสียค่าปรับ 500 บาท ถึง 10,000 บาท ทั้งที่ผลกระทบจากการยึดสนามบินที่ตามมาเสียหายหลายหมื่นล้านบาท กรณีนี้จึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยังไม่ได้อภิปรายกรณีที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เกณฑ์ทหาร
อภิสิทธิ์แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหาร
ต่อมานายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหารว่า เนื่องจากได้สมัครเข้ารับราชการทหารจึงได้มีการยกเว้น โดยหลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษแล้วก็กลับมาประเทสไทยและได้ติดต่อขึ้นทะเบียนการเกณฑ์ทหารและได้รับการผ่อนผันเมื่อสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.ปี 2529 และได้ไปศึกษาต่อ พร้อมกันนี้ช่วงที่เป็นอาจารย์ก็ได้มีการฝึกทหารเช่นเดียวกับการฝึก ร.ด.โดยมีการถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกชัดเจน ซึ่งก็ไม่มีอะไรลึกลับอะไร ซึ่งมีเอกสารยืนยันชัดเจน ประกอบกับคณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฎณก็เคยพิจารณาเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันนายอภิสิทธ์ได้ยืนยันว่า สิ่งต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่ได้เป็นที่ต้องเกรงกลัวทหารตามที่ได้มีการอภิปรายพาดพิง ตนทำหน้าที่ด้วยความสบายใจ
พผ.กลุ่ม"ประชา"ขอฟังข้อมูลก่อนโหวต
นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กล่าวว่า จุดยืนของ ส.ส.ในกลุ่มยังเหมือนเดิม คือ ไม่ร่วมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนการลงมติจะฟังข้อมูลของพรรคเพื่อไทย หากไม่มีหลักฐานถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นในการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะใช้วิธีงดออกเสียง และเห็นว่า ข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายฯ ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
"กษิต”อารมย์ดีมั่นใจแจงอภิปรายฉลุย
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานเปิดโครงการจัดทำข้อเสนอประเทศไทยเพื่อผลักดันเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการโดยไม่ใช้การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้ยืนยันต่อคณะทูตานุทูตที่เข้าร่วมงานกว่า 39 ประเทศ ว่าไทยจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงและจะผลักดันในเวทีโลกด้วย
จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ว่า ขอฟังฝ่ายค้านก่อนและขอขอบคุณในความห่วงใยของประชาชนต่อตนเอง และมั่นใจข้อมูลที่เตรียมไว้ชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพราะเป็นข้อเท็จจริง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าจะหาเวลาลงพื้นที่เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 กับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ แน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนได้



