
นายกฯอภิสิทธิ์"คาดพ.ร.ก.เงินกู้ทำได้เม.ย.นี้
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" คาดพ.ร.ก.เงินกู้ทำได้ในเม.ย.นี้ ยันถอนกม.ลูกออกเพื่อให้รัฐบาลใช้ตัดสินใจสัญญาเงินกู้ฉบับไหนต้องเข้าสู่การพิจารณาสภา ยอมรับเศรษฐกิจกว่าจะกลับเข้าแดนบวกได้ก็ไตรมาสสุดท้ายของปี
(19มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตราพ.ร.ก.เงินปรับเพดานเงินกู้ ว่า ตอนนี้ให้กระทรวงการคลังไปดูอยู่ หลักการ คือ ถ้าการส่งออกหดตัวตามการค้าโลก เงินตรงนี้มันก็จะหายไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งจะมีผลมาถึงรายได้ของรัฐบาลด้วย เพราะการจัดเก็บภาษีที่ได้รับผลกระทบมาก คือ การลดลงของการนำเข้า ซึ่งเป็นเรื่องของการหดตัว ซึ่งถ้าเราอยู่เฉยๆ คนก็จะตกงาน เศรษฐกิจก็จะหดตัว ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องใช้จ่าย ซึ่งมีทางเลือก เช่น จะเก็บภาษีเพิ่ม จะขายสมบัติของชาติ หรือการกู้เงิน ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าช่องทางการกู้เงินน่าจะเหมาะสมที่สุด แต่ทั้งหมดจะเป็นอย่างไรกระทรวงการคลังจะไปประเมินตัวเลขมา โดยต้องดูเงื่อนไขข้อจำกัดทางกฎหมาย ถ้ามีเงื่อนไขข้อกฎหมายก็ต้องมาดูกันต่อว่าจะใช้วิธีการไหน ซึ่งการใช้กฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงินก็เป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งเคยทำมาในอดีต
เมื่อถามว่า ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลบอกความจริงกับประชาชนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามบอกอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากความนิ่งของสถานการณ์ยังไม่มี อย่างไรก็ตามตนก็เตือนมาตลอดว่าสถานการณ์จะหนัก พอตัวเลขการค้าในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ออกมา ก็จะเห็นความชัดเจน การที่จะหวังให้เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในแดนบวก คงต้องรอจนถึงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งในการประชุม จี -20 ที่ประชุมก็ยังมีความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ขณะนี้ตลาดของสหรัฐฯเริ่มตอบสนองในทางบวกมากขึ้น แต่สถานการณ์ก็ยังไม่นิ่ง อย่างในการหารือกับผู้บริหารฟอร์บส์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้รับการยืนยันว่า ถ้าสหรัฐฯแก้ปัญหาด้านธนาคารเรียบร้อย ไตรมาสที่ 4 น่าจะฟื้น ที่ยังไม่นิ่งก็เพราะต้องดูสถานการณ์สหรัฐฯเป็นหลัก ตอนนี้เป็นเพียงการคาดการณ์ของแต่ละฝ่าย ตนจึงไม่สามารถที่จะพูดได้อย่างชัดเจนว่า สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เพียงแต่ยืนยันได้ว่ารัฐบาลไม่ประมาท และไม่ต้องการให้ประชาชนประมาท ขณะเดียวกัน ก็ไม่อยากให้ตื่นตกใจมากเกินไป เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ก็ยังพอขับเคลื่อนไปได้ รัฐบาลก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศควบคู่กันไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลพยายามทำเท่าที่ทำได้ในเวทีระหว่างประเทศ และหากผลการประชุม จี - 20 สามารถตกลงในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันได้ ก็น่าจะบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในการประชุมครม.เศรษฐกิจในวันที่ 25 มีนาคมนี้ จะเป็นการหารือในเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องการลงทุน เมื่อได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว ก็จะมาดูว่าถึงการจัดหาเงินที่จะมาใช้ในการลงทุนว่าจะมาจากไหน โดยจะตัดสินใจให้ทันกับเวลาในการแก้ปัญหา และถ้าจะมีการเปิดวงเงินกู้ซึ่งเราก็กำลังดูในกรอบ 2 - 3 ปีข้างหน้าอยู่ ก็ต้องมาประเมินและดูจากประสบการณ์ในอดีต เพราะขณะนี้หนี้สาธารณะของทุกประเทศกำลังพุ่ง เราก็ต้องดูให้ชัดเจนว่าเราจะยอมให้ขึ้นมาถึงขนาดไหน ก็ต้องเอาตัวนั้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดด้วย
เมื่อถามว่า การออกพ.ร.ก.เพื่อกู้เงินจะทำได้ทันในเดือนเมษายนนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เท่าที่วางกรอบไว้ก็ใกล้เคียงกับระยะเวลาดังกล่าว คืออาจจะเป็นเดือนเมษายนหรือช้ากว่านั้น แต่อาจจะไม่ได้ออกเป็นพ.ร.ก.ก็ได้ หรืออาจจะเป็นพ.ร.บ. ต้องดูที่เงื่อนไข ส่วนจะกำหนดเพดานเงินกู้สูงแค่ไหนนั้น ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไปทำข้อมูลมา
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลขอถอนร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา พ.ศ...ออกจากการพิจารณาของสภา ว่า ตรงนั้นคงไม่เป็นไร เป็นเรื่องของกฎหมายขั้นตอนและวิธีการ ตามมาตรา 190 แต่การกู้เงินระยะสั้นนั้น เป็นเรื่องที่เราะจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาในวันที่ 24 มีนาคมนี้ เพื่อมาทำในโครงการบางส่วน ซึ่งจะเริ่มใช้ประมาณครึ่งปีหลังหรือไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามที่มีการหารือเพิ่มเติมกันขณะนี้ คือ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นใน 2 - 3 ปีข้างหน้า ก็ต้องเตรียมเปิดช่องไว้ให้กับรัฐบาลในการหาเงินที่จะมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้มีการหรือกันเมื่อเช้าวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมาถึงวงเงินงบประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดว่าถ้าจะมีการลงทุนและคิดว่าควรจะทำ เพื่อที่จะรักษาระดับเศรษฐกิจไม่ให้คนตกงาน และเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากขึ้นในเรื่องแหล่งน้ำ ถนน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เราจะได้มีความพร้อม จึงจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุน
“แต่ถ้าภาวะโลกยังเป็นเช่นนี้ ขณะที่เศรษฐกิจขาดเงินลงทุน ก็ต้องไปดูช่องทางซึ่งผมคิดว่า ระหว่างไปขึ้นภาษีมากๆ หรือขายทรัพย์สินของประเทศ ผมว่ากู้เงินน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า แต่ต้องบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส ใช้งินอย่างคุ้มค่า คือต้องนำมาลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทน ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกลับมา เพราะจะดำเนินการบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการกู้เงินลงไปด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ความเห็นตนคิดว่าไม่ควรจะต้องใส่ และถ้าหากครม.วินิจฉัยว่าเงินกู้ในสัญญาใดไม่ใช่ลักษณะสัญญาระหว่างประเทศ ไม่เข้าเงื่อนไข ก็ไม่ต้องเสนอต่อสภา เมื่อถามว่า แต่มีการมองว่า ถ้าเป็นเรื่องการกู้ที่มีผลต่อการผูกพันงบประมาณก็อาจเข้าข่ายสัญญาระหว่างประเทศ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็ถ้าเห็นว่าไม่เข้าข่าย ก็ไม่ต้องเสนอ แต่ถ้าเข้าข่ายก็เสนอ อย่างสัญญาเงินกู้ที่เราจะไปทำกับธนาคารโลก เรื่องนี้ก็ต้องนำเข้าสภาอยู่แล้วเพราะไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ข้อโต้แย้งที่ทำขึ้นนั้น มีลักษณะสัญญาแบบไจก้า ที่มาทำโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงการคลังกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่าไม่ใช่หนังสือสัญญา แต่เป็นสัญญาเงินกู้ภายใต้กฎหมายภายในประเทศนั้นๆ แต่ตนเห็นว่าเมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ามา ก็น่าจะถือว่ากระทบต่อเศรษฐกิจ ก็เลยจะนำเข้าพิจารณาในสภา แต่รัฐบาลที่แล้วก็ไม่ได้เอาเข้า
เมื่อถามย้ำว่าเหตุผลที่แท้จริงของการถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คืออะไร นายกฯกล่าวว่า “ ต้องการที่จะตัดวรรคดังกล่าวออกไปแล้วจะให้เป็นดุลพินิจของรัฐบาล ว่าสัญญาเงินกู้ฉบับไหน เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย การถอนร่างออกมารัฐบาลไม่ได้รู้สึกเสียหน้า แต่กลับสบายใจมากกว่า ที่เมื่อมีความเห็นทักท้วงอย่างมีเหตุมีผล ก็มีการปรับแก้กัน ดีกว่าจะไปดื้อดึง



