
สื่อเทศชี้รบ.ยังต้องรบกับการฟื้นฟูความสงบ
กรุงเทพฯ-สื่อเทศชี้รัฐบาลได้รับชัยชนะในการสลายการชุมนุม แต่ยังห่างไกลจากชัยชนะในการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย
สื่อต่างประเทศยังคงเกาะติดรายงานสถานการณ์ในไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น บีบีซีและสำนักข่าวอัลจาซีราห์ จะลดระดับความสำคัญของข่าวลง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (20 พ.ค.) เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยล ไทม์ส นอกจากจะรายงานสภาพกลียุคในกรุงเทพฯ ภายหลังการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และกลุ่มฮาร์ดคอร์ได้อาละวาดเผาทำลาย และปล้นสะดมอาคารห้างร้านต่างๆ
ไฟแนนเชี่ยล ไทม์สยังชี้ด้วยว่าขณะที่รัฐบาลได้รับชัยชนะในการยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ยังห่างไกลจากชัยชนะในการต่อสู้เพื่อพื้นฟูความสงบเรียบร้อยให้กลับคืนมาสู่บ้านเมือง เพราะผู้ประท้วงที่ไม่พอใจการสลายการชุมนุม ยังคงก่อความไม่สงบ และเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวออกไปหลังจากมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 คนจากเหตุป่วนเมืองครั้งนี้
นายไถ้ ฮุย นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่าการชุมนุมประท้วงเมื่อช่วง 2 เดือนก่อน ได้เผยให้เห็นความขัดแย้งทางสังคมและทางการเมืองที่ฝังรากลึกของสองกลุ่ม และส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ก็เป็นเหตุผลของความรุนแรงอันเป็นธรรมชาติของการเผชิญหน้ากัน นับตั้งแต่ความแตกแยกได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนมีนาคม
นอกจากนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถฟื้นฟูความสามัคคีตามที่ให้สัญญาได้ เช่นเดียวกับความหวังสุดท้ายที่จะประนีประนอม อันเนื่องมาจากบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง สร้างเงื่อนไขที่เกินกว่าจะรับได้ ทำให้ไม่แน่ชัดว่านายอภิสิทธิ์จะสามารถพูดคุยกับแกนนำสายพิราบของ นปช.ได้ ขณะที่กลุ่มสายเหยี่ยวก็มีแนวโน้มจะเติมเชื้อไฟบนความบาดหมาง และความรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงในหมู่คนในชนบทและคนจนในเมือง
และขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สนับสนุนผู้ชุมนุมเสื้อแดง ได้เตือนระหว่างให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์สว่า สถานการณ์ใกล้จะเข้าสู่สงครามกองโจร เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้รายงานว่า สิ่งที่พิสูจน์คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ ความไม่พอใจได้แพร่ไปหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นฐานเสียงสำคัญ ซึ่งมีการเผาอาคารที่ทำการเทศบาลหลายแห่ง ในส่วนบรรยากาศที่ราชประสงค์หลังทหารเข้าไปยึดพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม พบว่าเต็มไปด้วยขยะรวมทั้งเสื่อที่ใช้ปูนอนมานาน 5 สัปดาห์ และเสื้อยืดสีแดงที่มีตัวอักษรคำว่า "ไพร่" ถูกทิ้งเกลื่อนอยู่ที่พื้น
ขณะที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ รายงานว่า กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพ
บอบช้ำจากเหตุวางเพลิงเผาทำลายและปล้นสะดมอาคารหลายแห่ง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้ยุติสถานการณ์ที่ยากจะหาทางออกได้ อย่างไรก็ดี นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่ามีความมุ่งหมายที่จะฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้ และนำความสงบกลับคืนมาสู่บ้านเมือง แต่การยุติการชุมนุม ได้สร้างความไม่พอใจแก่ผู้ประท้วงบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีอาวุธซึ่งได้สร้างปัญหาด้วยการไปวางเพลิงในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่มีการบังคับใช้เคอร์ฟิว
ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ว่ามีผู้เสียชีวิต 9 คนจากการปะทะกันที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งประกาศเป็นเขต "อภัยทาน" ภายในบริเวณที่ตั้งของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ที่ถูกทหารบุกเข้าไปปิดเมื่อวันพุธ
ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีซึ่งอยู่ที่วัดนี้จนถึงก่อนเกิดเหตุปะทะกันไม่นาน กล่าวว่า ผู้ประท้วงที่ตื่นตระหนกหลายร้อยคนไปหลบภัยที่วัดนี้หลังจากแกนนำบอกให้สลายการชุมนุม และว่าเขตวัดสมควรปลอดอาวุธ แต่พวกนักรบเสื้อดำที่ฝังตัวอยู่ในหมู่ผู้ประท้วงพากันเข้าและออกจากวัด ในขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามปราบปราม ทำให้ผู้ที่อยู่ในวัด รวมทั้งผู้หญิงหลายคนและเด็กพากันตื่นตระหนกและร้องไห้กันระงม ในขณะที่ได้ยินเสียงปืนและเสียงระเบิดจากภายนอก



