ข่าว

สลายชุมนุม19พ.ค.บาดเจ็บ133รายตาย14ราย

สลายชุมนุม19พ.ค.บาดเจ็บ133รายตาย14ราย

20 พ.ค. 2553

สรุปตัวเลขสลายชุมนุม 19 พ.ค. บาดเจ็บ 133 ราย ตาย 14 ราย แยกเป็น กทม.เจ็บ 93 ตาย 13 ราย / ตจว. เจ็บ 40 ราย ขอนแก่นตาย 1 ราย เผยพบศพปริศนากลางวัดปทุมฯ 6 ศพ ชาย 5 หญิง 1 ส่งสถาบันนิติเวชชันสูตรหาสาเหตุ ด้าน “จิตแพทย์” เตือน ปชช. ตั้งสติควบคุมจิตใจ หลังพบคนเค

 ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงว่า สรุปสถานการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลา 8.00 น. มีผู้บาดเจ็บ 133 ราย แยกเป็นกทม. 93 รายกระจายอยู่ตามโรงพยาบาล 14 แห่ง เป็นรพ.ของรัฐ 7 แห่ง รพ.เอกชน 7 แห่ง ส่วนในต่างจังหวัด 7 จังหวัดมีผู้บาดเจ็บ 40 ราย สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในกทม. 7 ราย และที่ จ.ขอนแก่น 1 ราย รวม 8 ราย นอกจากนี้มีรายงานว่าพบศพที่ภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ เป็นผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 5 คน ถูกส่งต่อไปยังรพ.ตำรวจ แต่ศูนย์ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินยังไม่ยืนยันว่าเกิดจากเหตุการณ์อย่างไร เนื่องจากต้องรอผลการชันสูตรจากสถาบันนิติเวชก่อน

 “ภาพรวมของผู้เสียชีวิต กทม. 7 ราย เป็นทหาร 1 ราย เป็นนักข่าวชาวอิตาลี 1 ราย ที่เหลือ 5 รายเป็นพลเรือน โดย 2 ราย อยู่ที่รพ.ตำรวจ 2 รายอยู่ที่รพ.รามาธิบดี 1 รายอยู่ที่รพ.ราชวิถี รพ.จุฬาลงกรณ์ 1 และรพ.เปาโล 1 ราย รวม 7 ราย ส่วนที่รพ.ขอนแก่น เป็นพลเรือนเช่นกัน เบื้องต้นผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิง แต่ต้องมีการพิสูจน์ว่าเกิดจากอะไรใครเป็นคนยิง ซึ่งเป็นหน้าที่ของศอฉ. และผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ” รมว.สธ. กล่าว

 นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ได้ให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังโดยเฉพาะจังหวัดที่ล่อแหลมต่อสถานการณ์ความไม่สงบ พร้อมมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการจังหวัดทุกเขตเข้าไปดูแลสั่งการอย่างใกล้ชิดและให้รายงานสถานการณ์เป็นระยะมายังศูนย์ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด รวมทั้งกรณีมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากระบบการรักษาพยาบาลปกติ เช่น สิทธิรักษาฟรี ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ กระทรวงจะดำเนินการชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนั้นให้กับรพ.ทุกแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน

 นายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องเข้าไปเยียวยาด้านสุขภาพจิตรุนแรงต่อสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยพบว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตมากที่สุดคือภาคกลางร้อยละ 41.9 รองลงมาพื้นที่กทม. ร้อยละ 32.32 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 32 ภาคเหนือร้อยละ 23 ภาคใต้ร้อยละ 11 โดยกรมสุขภาพจิตจะเข้าไปเยียวยา ทั้งรายบุคคล ครอบครัว และชุมชนต่อไป ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว สำหรับงบประมาณค่ารักษาพยาบาลในช่วงที่ผ่านมา เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 15-20 ล้านบาท

 ด้านนพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปฏิกิริยาทางจิตใจและอารมณ์ของคนในสภาวะที่มีเหตุอันน่าสะพรึงกลัว ทุกคนจะมีปฏิกิริยาทางจิตใจมากน้อยไม่เท่ากัน แต่คนที่มีปฏิกิริยารุนแรงมีแนวโน้มความเสี่ยงสูงซึ่งจะมีปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต จะมีปฏิกิริยาหลายรูปแบบ เช่นตื่นตกใจ, หวาดกลัว, ผวา, นอนไม่หลับ, หดหู่, เศร้า, เสียใจ ถือว่าเป็นปกติในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่ถ้าทิ้งไว้โดยไม่เยียวยา มีสิทธิที่จะพัฒนาปัญหาสุขภาพจริงที่เรียกว่า “ปัญหาโรคเครียดรุนแรงหลังจากเหตุสะเทือนขวัญ” (PTSD : Post Traumatic Stress Disorder) จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อาทิ การเกิดเหตุการณ์สึนามิ สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยลงไปดูแลเยียว ปฏิกิริยาจะลดลงไปถึงจุดปกติในเวลาไม่นานภายใน 1-3 เดือน ซึ่งเราอยากให้เป็นเช่นนั้นไม่อยากให้เกิดอาการดังกล่าวตกค้างจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต

 นพ.วชิระ แนะนำวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นว่า 1 การสร้างความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งประชาชนทุกคนรู้ว่าตรงไหนปลอดภัยสำหรับตัวเอง ในคนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ครอบครัว เพื่อนสนิทต้องช่วยกันในการสร้างความรู้สึกปลอดภัยร่วมกัน 2 ทำให้จิตใจสงบ โดยอยู่นิ่งไม่รับรู้อะไรสักระยะหนึ่ง พักกายพักใจ พักผ่อนไปสนใจเรื่องอื่นสักระยะหนึ่งทำให้จิตใจสงบขึ้นไม่ว้าวุ่นหรือร้อนใจมากนัก 3 ทุกคนมีพลังอยู่ในตัวเอง สามารถดึงพลังออกมาปรับตัว รวมทั้งพลังในครอบครัว และชุมชน เพราะคนที่เย็นอยู่ก็สามารถช่วยคนที่ร้อนได้ ส่วนคนที่ปรับตัวได้เร็วเก่งกว่าก็สามารถช่วยคนที่ปรับตัวช้าได้ 4 อยากให้ทุกคนเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อน คนที่รัก บอกตัวเองว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว อยากให้พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน 5 การมีความหวัง เพราะทุกอย่างในสิ่งร้ายๆยังมีสิ่งดีอยู่เสมอ เช่น ครั้งนี้เรารักษาประชาธิปไตยไว้ได้ เพราะจากประสบการณ์ในอดีตของเมืองไทยถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราคงรักษาไว้ไม่ได้ รวมทั้งการสูญเสียถ้าเป็นประเทศอื่นคงเกิดขึ้นมากกว่านี้ และยังมีหลายเครือข่ายที่พร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลคนไทยไม่ว่าความคิดจะแตกต่างกันแค่ไหน

 “อยากให้ทุกคนมีหวัง ว่าเวลาผ่านไป เมืองไทยก็น่าจะดีขึ้น” รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวทิ้งท้าย