
ศอฉ.เชื่อเผาเมืองมีการเตรียมแผนเป็นระบบ
ศอฉ.ไม่เชื่อแค่อารมณ์โกรธจะเผาเมืองถ้าไม่มีแผนการ เพิ่มเจ้าหน้าที่เดินหน้าเคลียร์ในพื้นที่ ยอมรับ ยังเข้าวัดปทุมฯไม่ได้เพราะโดนยิงโต้ โฆษกรัฐคอนเฟิร์มยังจับอริสมันต์ไม่ได้ แนะสื่อจะเข้าไปทำข่าวขอให้แจ้งผู้บังคับบัญชาพื้นที่ ย้ำยังตกเป็นเป้าอยู่ มอบหมาย
(20พ.ค.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า เป็นที่ปรากฏชัด เจนว่ามีการก่อความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะความพยายามก่อกวนในการวางเพลิงก่อกวนประชาชนในแนวถนนพระราม 4 บริเวณคลองเตย ปากซอยไผ่สิงโต และในพื้นที่ที่มีความสำคัญของทางราชการ ศูนย์การค้าและบริเวณรอบ กทม. ความพยายามดังกล่าวทำให้มีการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะวานนี้ รายงานเบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 88 ราย เสียชีวิต 7 ราย เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์เหล่านี้ยังคงอยู่ โดย ศอฉ. พยายามลดการก่อกวนเหตุการณ์เหล่านี้ ลดการกระทำใดๆที่ลดผลกระทบต่อประชาชน และจะนำเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดในห้วงที่เกิดขึ้นในช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมด ให้ประชาชนรับทราบ นับรวมมีผู้เสียชีวิต 44 รายและบาด เจ็บ 398 ราย
“ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดหวัง ท้อแท้ โกรธแค้นของผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง แต่จะเป็นไปได้ยากที่ความรู้สึกไม่พอใจจะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายในพื้นที่ กทม.ต่อบ้านเมืองที่เรารัก และประชาชนคนไทยด้วยกันมากขนาดนี้ถ้าไม่มีการวางแผนเตรียมการอย่างเป็นระบบ ประชาชนจะได้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือใคร ต้องรับผิดชอบอย่างไร รัฐบาลเข้าใจดีว่ากลุ่มคนที่มาชุมนุมและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาเดินทางกลับภูมิลำเนาปกติ แต่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีพยายามลดความน่าเชื่อถือ ในที่สุดทำร้ายประเทศไทยและคนเหล่านี้เจ้าหน้าที่จะเข้าไประงับยับยั้ง ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมตัวคนเหล่านี้”นายปณิธาน กล่าว
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า มาตรการวันนี้ (20พ.ค.)ศอฉ .จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเพิ่มเติมควบคุมเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ที่มีความยากลำบาก เพื่อเข้าดูแลสถานที่สำคัญๆ พื้นที่สาธารณะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล ที่ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยเสี่ยงชีวิต ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะ เข้าไปดูแลประชาชน ให้เกิดความมั่นใจว่าพื้นที่เหล่านั้นมีความปลอดภัย มี การจับกุมอาวุธได้เยอะ
ส่วนกรณีที่มีผู้เสียชีวิต6 ราย ภายในวัดปทุมวนาราม นายปณิธาน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญชัดเจนว่า มีทั้งคนไทยและต่างประเทศอาศัยที่นั่นชัดเจนว่า มีการปะทะกันรอบวัดปทุมวนาราม ซึ่งทาง ศอฉ.ได้รับการร้องขอให้เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในบริเวณพื้นที่ ดังกล่าวซึ่งได้ประสานส่งเจ้าหน้าที่พยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถเข้าไปได้ โดนต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มคนที่ติดอาวุธ ซึ่งทาง ศอฉ.จะนำคนที่อยู่ในวัดจะมาเล่าให้ฟัง อย่างไรก็ดีขณะนี้มีคนทยอยออกมาแต่กว่าเจ้าหน้าที่จะให้คนล่าถอยออกมาจากวัดปทุมวนารามเพื่อลำเลียงคนบาดเจ็บและเสียชีวิตออกมาได้ ต้องใช้เวลานานมาก แต่เจ้าหน้าที่ ศอฉ. หลายท่านประสานอย่างต่อเนื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา
“ชัดเจนว่าเหตุการณ์ในวัดปทุมวนารามมีการวางแผน ดำเนินการ ซึ่งต่อต้านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน ในช่วงเช้าที่ผ่านมาสำนักข่าวต่างประเทศในหลายสำนักมีการ เสนอข่าวตรงกันว่า กลุ่มคนเหล่านี้ที่วางเพลิง มีอาวุธยุทโธปกรณ์ดำเนินการอย่างชัดเจนเปิดเผยนำมาซึ่งความสูญเสียต่างๆที่ เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินทุกวิถีทางดำเนินการปกป้องชีวิตประชาชนรัฐบาลเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ถึงแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย เสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัย ซึ่งจะประกาศเพิ่มเติม” นายปณิธาน กล่าว
เมื่อถามว่าจับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ที่หลบหนีไปได้หรือยัง นายปณิธาน กล่าวว่า รายงานจนถึงขณะนี้ยังจับไม่ได้ สำหรับคนที่ป่วนเมื่อวานนี้ก็เข้าใจว่ามีการควบคุมตัวอยู่ซึ่งจะมีการแถลงให้ทราบเป็นระยะๆต่อไป ส่วนแกนนำที่ยังจับไม่ได้นั้นก็กำลังตรวจสอบรายชื่ออยู่ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ ทั้งนี้คนที่จะเป็นแกนนำรุ่นใหม่นั้น อาทิ นายสุรชัย แซ่ด่าน นั้น ในตอนนี้ทั้งรัฐบาลไทยและนานาชาติขณะนี้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้แกนนำ-ผู้ชุมนุมให้ยุติการกระทำใดใดที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ ทั้งนี้เรื่องการจับกุมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้วก็จะให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามแนวทางที่เราได้วางไว้ก็คือได้มีการดำเนินคดีอย่างเปิดเผยโปร่งใส อะไรที่เป็นความผิดตาม พรก.ฉุกเฉินฯ ก็จะดำเนินการตามนั้น อะไรที่เป็นความผิดอื่นๆก็จะมีการรวบรวมและดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีจะแยกออกจากเรื่องของแนวทางที่เราคุยกันในเรื่องของการเดินหน้าในแผนปรองดองที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถึงแม้ว่า ณ วันนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดเลยก็คือการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่
“ต้องยอมรับว่ากระบวนการที่ดำเนินอยู่ขณะนี้ไม่ต้องใช้คนมากก็สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองได้เยอะ เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติงานของรัฐบาลและศอฉ.วันนี้จะเป็นการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลพื้นที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับดูแลเรื่องของอัคคีภัย สาธารณภัยต่าง ถ้าหากพื้นที่เริ่มคลี่คลายเราจะถอนกำลังทหารออกมาแล้วก็ไปดูแลพื้นที่อื่นที่เข้าไม่ได้ โดยทหารจะเข้าไปกดดันให้กลุ่มกองกำลังติดอาวุธถอยออกไปก่อนเพื่อเข้าพื้นที่”นายปณิธาน กล่าว
นายปณิธาน กล่าวว่า เมื่อช่วงเข้าส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการเรื่องสาธารณูปโภคในบริเวณหลายพื้นที่ แต่ปัญหาคือถ้าเกิดความไม่ปลอดภัยทหารจะไม่อนุญาตให้เพราะเขาจะต้องคำนวณชั่งน้ำหนักที่จะเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ให้ปลอดภัยเป็นหลัก พี่น้องประชาชนอาจจะต้องอดทนรอบ้าง แล้วก็ต้องทำความเข้าใจว่าถ้าเจ้าหน้าที่เข้าไปแล้วเกิดความสูญเสียชีวิตก็ทดแทนกันยาก อย่างไรก็ตามวันนี้การสแกนพื้นที่ก็จะเริ่มต้นเพื่อให้ความปลอดภัยมีมากขึ้น ส่วนสื่อมวลชนจะเข้าไปทำงานในพื้นที่ได้เมื่อไรนั้นก็ขอให้ประสานเข้ามา เพราะเราเป็นกังวลว่าสื่อทั้งในและต่างประเทศอาจจะเป็นเป้า เนื่องจากประชาชนก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ดังนั้นคนที่จะอยู่ในพื้นที่ก็จะมีแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทหาร ตำรวจและสื่อที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้กับประชาชน ถ้าเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน-เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นเป้าไปแล้ว รวมทั้งสื่อฯก็เป็นเป้าบ้างแล้ว ถ้าไม่มีการประสานหรือทำความเข้าใจหรือตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไปในพื้นที่นั้น เพราะความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนบางครั้งบางคราวรายงานเข้ามาแล้วก็เคลื่อนไหวใหม่ ฉะนั้นก่อนที่สื่อจะเข้าพื้นที่ก็ต้องตรวจสอบกับผู้บังคับการพื้นที่ก่อน ซึ่งเขาจะมีการจัดระบบรองรับอยู่แล้ว
ส่วนการประเมินเรื่องมูลค่าความเสียหายนั้น นายปณิธาน กล่าวว่า ยังไม่มีการประเมิน แต่ ครม.ได้มอบหมายคณะทำงานเรื่องเยียวยาแล้ว ซึ่งเมื่อคืนก็มีเอกชนหลายฝ่ายร้องเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว ซึ่งคณะทำงานก็จะประสานต่อไปและนำเข้า ครม.เพื่อพิจารณาต่อไป
เมื่อถามว่าในส่วนของขบวนการมีความชัดเจนหรือยังว่าใครชักใยเบื้องหลัง มีนักการเมืองหรือไม่เพราะทันทีท่การชุมนุมยุติก็มีนักการเมืองเข้าไปเยี่ยมเยียน นายปณิธาน กล่าวว่า มันมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพราะเห็นแล้วว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นอิสระแต่มีเครือข่ายและเป็นระบบ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถก่อความวุ่นวายได้ขนาดนี้แล้วก็เป็นการก่อความวุ่นวายที่มีเป้าชัดเจนว่าเป็นธุรกิจประเภทใด สถานที่ใดและลักษณะอย่างไร ซึ่งมีการบันทึกหลักฐานจากสื่ออย่างชัดเจน รวมทั้งถ้าพิจารณาถึงเครือข่ายการเงินและเรื่องของการเชื่อมโยงต่างๆตนคิดว่าดีเอสไอจะแถลงต่อไป ขณะนี้มีหลักฐานเบื้องต้นที่ดีเอสไอจะรวบรวมและแจ้งให้ประชาชนรับทราบ ส่วนจะโยงกับกลุ่มคนที่มีการห้ามทำธุรกรรมทางการเงินหรือไม่นั้นรอถามดีเอสไอดีกว่า”นายปณิธาน กล่าว
เมื่อถามถึงการดูแลการก่อเหตุในต่างจังหวัดจะทำอย่างไรและนายกรัฐมนตรีกำชับอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการงานแง่ของการสั่งการและให้มีการกระชับกำลังในหลายพื้นที่ โดยมีการประกาศพื้นที่เคอร์ฟิวในพื้นที่เพิ่มเติม และวันนี้การในประสานงานสั่งให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนที่ต้องลงไปควบคุมพื้นที่ก็จะทำมากขึ้น โดยในพื้นที่จะต้องมีกรบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีคนสั่งการและเชื่อมโยงกับ ศอฉ.
เมื่อถามว่าผู้ว่าฯในจังหวัดที่ถูกเผาศาลากลางฯจะมีการคาดโทษที่มีการย่อหย่อนหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ในชั้นนี้เราอยากโอกาสให้ทุกคนทำงานก่อนและให้ผู้ว่าฯส่งเจ้าหน้าระดับผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ลงในพื้นที่ให้มากที่สุดพร้อมกับลูกน้องและให้อยู่ในเหตุการณ์ตลอดเพื่อรายงานเข้ามา เพราะไม่เช่นนั้นการเชื่อมโยงการบังคับบัญชาจากตรงนั้นเชื่อมมาถึง ศอฉ.ก็จะช้า ทั้งนี้หลายจังหวัดน่าเห็นใจเพราะเป็นพื้นที่กว้างและมีเจ้าหน้าที่ไม่มีมากนักในการจัดระบบ
เมื่อถามว่าหมายจับผู้ก่อการร้ายมีแต่ชื่อคนที่เห็นๆกันอยู่ แต่คนที่ไม่เห็นที่ควบคุมกลุ่มเคลื่อนไหวชุดดำมันมีอยู่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ต้องใช้เวลาในการสอบสวนเชื่อมโยง ซึ่งดีเอสไอมีพื้นฐานและมีแนวทางและมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว ดังนั้นการจับกุมสอบสวนจะขยายผลเมื่อได้คนเหล่านี้มาเขาก็อาจจะพาดพิงแล้วขยายผลไป ทั้งนี้การรายงานย้อนหลังทางการเมืองยังไม่ได้เข้ามาทั้งหมดในตอนนี้ เพราะถ้าได้มาแล้วก็จะเห็นพิมพ์เขียวว่าการเงินของกลุ่มเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องใช้หลักฐานเหล่านี้ประกอบ



