ข่าว

รายงาน-เบื้องหลังปิดฉาก นปช.

รายงาน-เบื้องหลังปิดฉาก นปช.

20 พ.ค. 2553

เบื้องลึกเบื้องหลังในปฏิบัติการ “จู่โจม” ครั้งนี้ ว่ากันว่า ถูกเขียนขึ้นมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การเตรียมการนั้น ทำกันเป็นเดือน

กำหนดวัน ว. เวลา น. คือเช้าตรู่ของวันที่ 19 พฤษภาคม คือแผนสลายราชประสงค์ ให้จบภารกิจก่อนเวลา 18.00 น.

 จากนั้นส่งกำลังทหารจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) โดยมี พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ คุมกำลังในการออกปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมี พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ร่วมปฏิบัติการด้วย

 แผนคือต้องจับตัวแกนนำ คือ “จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” 2 แกนนำ นปช. หรือแกนนำคนเสื้อแดง อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แดงฮาร์ดคอร์

 แผนปฏิบัติการครั้งนี้ มีการประชุมลับในช่วงค่ำคืนวันที่ 18 พฤษภาคม หลังจากได้ไฟเขียวจาก ครม.ที่ประชุมกันในช่วงเช้าวันเดียวกัน

 แผนถูกวางด้วยวงแคบๆ มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และผู้บัญชาการกองพลทั้ง 3 กองพล

 “กระชับวงล้อม” คือชื่อของแผน

 มีการแบ่งกำลังพลออกปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ปิดหัวปิดท้ายเพื่อให้มวลชนคนเสื้อแดงถอยร่นไปกระจุกตัวอยู่ภายในบริเวณที่ชุมนุม

 แต่ก็รู้กันอยู่แล้วว่า ต่อให้วงเล็กแค่ไหน ข่าวก็มีโอกาสรั่วไปถึงหูแกนนำคนเสื้อแดง

 กำหนดนัด วัน ...ว. เวลา ...น. จึงถูกกำหนดไว้ที่ เวลา 02.00 น.ของวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเวลารวมพล และการเคลื่อนกำลังของยานเกราะ และนัดเคลื่อนกำลังเข้าสลายการชุมนุมเวลา 04.00 น.

 กำหนดนัดรับรู้กันตั้งแต่ราว 20.00 น.ของวันที่ 18 พฤษภาคม เมื่อระดับปฏิบัติรู้ มีหรือแกนนำจมูกไวอย่าง จตุพร จะไม่รู้

 22.00 น.เศษ จตุพร ขึ้นไปประกาศบนเวทีว่า ทหารเตรียมเข้าสลายการชุมนุมในเวลาดังกล่าว ให้ผู้ชุมนุมเตรียมพร้อมใครมีอะไรก็เตรียมพร้อมสู้ ...แม้กระทั่งระเบิด !

 แต่แล้วก็ไม่เป็นเช่นนั้น 02.00 น.ผ่านไปโดยไม่มีเกิดอะไรขึ้น กล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งเพราะไม่รู้ว่าทหารจะเข้าสลายเมื่อไหร่ พอๆ กับภาวะจิตใจที่ตึงเครียดไม่อาจข่มตานอน

 กระทั่งเข็มนาฬิกาบอกว่า ผ่าน 03.00 ไปแล้วนั่นแหละ อาการเกร็ง-เครียดจึงได้เริ่มผ่อนคลาย

 ใครจะรู้ว่า กองทัพจะเลือกปฏิบัติการเอาเวลา 03.45 น. กำลังพลและยานเกราะเคลื่อนออกมา และเริ่มเข้าลุยป้อมปราการของ นครแดงแยกราชประสงค์ในเวลา 05.45 น. โดยมีการขัดขืน ด้วยการยิงเอ็ม 16 และ เอ็ม 72 ออกมาประปราย

 ความถี่ของอาวุธที่ตอบโต้-สกัดกั้นการสลายการชุมนุมมีน้อยกว่าการตัดสินใจส่งทหารเข้ากระชับพื้นที่ตั้งแต่วันแรกเสียด้วยซ้ำ

 เมื่อทางสะดวก เพราะกองกำลังติดอาวุธที่เคยคุ้มกันการชุมนุมของคนเสื้อแดง ไร้ศักยภาพในการยับยั้งกำลังทหาร ก็ยิ่งกดดันแกนนำคนเสื้อแดง ที่รับรู้แต่แรกว่า อาจจะถูกจับตายได้ทุกเมื่อ

 ในที่สุด "จตุพร พรหมพันธุ์ - ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ประกาศยุติการชุมนุมได้ในเวลา 13.45 น. ท่ามกลางความหวาดหวั่นว่าเหตุการณ์จะเกิดคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นกับ เสธ.แดง

 เพราะชัดเจนว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้ยุติการชุมนุม แต่แกนนำที่อ้างว่า เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมนั้นต้องการยุติ

 แต่สุดท้ายบรรดาแกนนำก็ประกาศยุติจนได้ ท่ามกลางเสียงระเบิดของ เอ็ม 79 ที่ตกเฉียดเวทีจนแกนนำถึงกับหน้าถอดสี ณัฐวุฒิถึงกับต้องเปลี่ยนเสื้อจากสีแดงเป็นสีดำเมื่อลงจากเวที เพราะไม่รู้ว่า "กองกำลัง" ที่เคยหนุนหลังนั้น จะหันปากกระบอกปืนใส่ตนเองหรือไม่

 ฉากจบของ แกนนำ นปช.บนเวทีเสื้อแดงมีเท่านี้ ที่เหลือนั้นไปว่ากันตามข้อกฎหมาย ว่าความผิดฐานอยู่เบื้องหลังการเผาบ้านเผาเมืองนั้นเป็นอย่างไร

 แต่รวมเวลาที่กองทัพใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้เพียงแค่ 8 ชั่วโมง

 แม้ว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จะประกาศยุติการเคลื่อนไหวไปแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงยังไม่จบง่ายๆ

 “กลุ่มก่อการร้าย” หรือ “กองกำลังติดอาวุธ” ที่คัดค้านการเลิกดื้อๆ เดินหน้าที่จะปฏิบัติการตอบโต้ “รัฐบาล-ศอฉ.”

 เป้าหมายสำคัญของ “กลุ่มก่อการร้าย” คือการสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการก่อวินาศกรรมในพื้นที่ทั่วกรุง และพื้นที่ต่างจังหวัด

 เมื่อ “เกมบนดิน” ปิดฉากลง ก็ต้องกลายสภาพเป็นกองโจรใต้ดิน

 นั่นเป็นเหตุให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรียกประชุม ผบ.เหล่าทัพ และ รักษาการ ผบ.ตร.ในทันที

 เพื่อตัดสินใจว่า จะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์หลังจากนี้

 1.การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่าบางจังหวัดมีอยู่แล้วก็ตาม

 2.การประกาศเคอร์ฟิว ทั่วประเทศ

 เพราะเมื่อ “รัฐบาล-ศอฉ.” เดินเครื่องจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ ก็จะต้องเดินหน้า “ปิดฉาก” ให้เร็วที่สุด

 เพราะหากยืดเยื้อออกไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์ “เลวร้าย” มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดส่ง “มือพระกาฬ” ของแต่ละเหล่าทัพ เข้าไปแทรกซึมเพื่อ “เด็ดหัว” บรรดา “หัวโจกก่อการร้าย” ทั้งหลายที่กระจายอยู่ทั่วกรุง

 ส่วนบุคคลที่ชักใยเบื้องหลังกลุ่มก่อการร้าย ที่บางคนยังอยู่ในราชการทหาร หรือกำลังปลดเกษียณในกันยายนนี้พร้อมกับ ผบ.ทบ. เป็นเรื่องที่จะต้องวัดใจกันว่ามาถึงขนาดนี้ บ้านเมืองย่อยยับอย่างนี้จะล้างให้สิ้นหรือไม่

ทีมข่าวความมั่นคง