
จี้ผู้ส่งออกตื่นปัญหาโลกร้อนต่างชาติยึดเป็นเงื่อนการค้า
พาณิชย์เตือนผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงาน ให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อน ต่างชาติเล็งใช้เป็นเงื่อนการค้าในอนาคต อาจต้องระบุบนสินค้าเพื่อใช้จูงใจผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางเป้าหมายจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจกลง 25% ของฐานปี 2533 ภายในปี 2563 นโยบายดังกล่าวมีนัยสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งในเรื่องธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน รวมถึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่ต้องระบุบนบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการรับรู้และใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ
การเปลี่ยนแปลงระเบียบและการแก้ไขกฎหมาย การประหยัดพลังงานนี้ ที่ชัดเจน คือทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น เพราะต้องติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ไปสู่การลดพลังงาน หรือต้องใช้จ่ายเพื่อซื้อเครดิตการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากรายที่ยังมีโควตาเหลือ รวมทั้งยังต้องจัดทำแผนการลดพลังงานและ เอกสารหลักฐานการลดจำนวนก๊าซคาร์บอนด์ จากการคำนวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่า เพื่อปฎิบัติตามระเบียบใหม่นี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มถึง 70,000 เยนต่อสาขา ต้นทุนค่าใช้จ่ายจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อขนาดประกอบการใหญ่ขึ้น
"ระเบียบใหม่จะช่วยสร้างโอกาสแก่ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการประหยัดพลังงาน เช่น เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟและกลุ่ม green electricity ทั้งหลาย การวิเคราะห์เบื้องต้นถึงผลกระทบเชิงบวกและลบต่อผู้ประกอบการญี่ปุ่น"นางศรีรัตน์ กล่าวและว่าทั้งนี้ผู้ประกอบการในญี่ปุ่นจะร่วมมือกันพัฒนาไปสู่การนำมาสร้างมาตรฐานขั้นต่ำระดับใหม่ที่สูงขึ้นและบริการอื่นๆ โดยเฉพาะในการเลือกซื้อสินค้าส่วนประกอบและอุปกรณ์เครื่องจักรชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ และไปสู่สินค้าอุปโภค-บริโภคในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการลดภาวะโลกร้อนในอนาคตอันใกล้อาจจะแพร่ขยายวงกว้างออกไปสู่เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องการประหยัดพลังงาน และการลดก๊าซคาร์บอนในขบวนการผลิตให้มากขึ้น รวมถึงทุกฝ่ายต้องเตรียมจัดวางระเบียบ มาตรฐานการวัดที่เป็นสากล ในระยะอันใกล้ข้อมูลเหล่านี้อาจจะเป็นข้อมูลหนึ่งที่ต้องระบุบนบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการรับรู้และใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ



