ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง -“สติ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม”The  Fight For Righteousness (1)

เรือนชานบ้านเมือง -“สติ” ใน “ธรรมาธรรมะสงคราม”The Fight For Righteousness (1)

21 พ.ค. 2553

ในท่ามกลางความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ นั้น ไม่ว่าจะลงเอยกันอย่างไร ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจำเป็นต้องอยู่รอด ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต่างโกรธเกลียดกัน ประกอบกับความไม่รู้เท่าทันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งไม่รู้ว่าอนาค

 รวมทั้งนักธุรกิจก็โกรธแค้นว่าเมื่อไหร่จะหยุดกันเสียที ชีวิตจะได้ดำเนินไปตามปกติสุข สีแดงก็โกรธแค้นว่าทำไมรัฐบาลและกองทัพเข่นฆ่าประชาชนให้บาดเจ็บล้มตาย บรรดาสีต่างๆ ที่ไม่ใช่สีแดง โดยเฉพาะสีเหลืองก็โกรธแค้น ประณามสีแดงที่ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังถูกครอบงำด้วยรังสีแห่งความอำมหิต อันเป็นผลมาจากความโกรธ เกลียดชัง กันในความไม่รู้อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขาด “สติ” จากผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสียผลประโยชน์ 

 ผมจึงอยากประณามทุกฝ่ายครับที่ทำให้ “บ้านดีเมืองดี” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ในสายตาของชาวโลก กรุงเทพฯ แทบจะไม่เหลืออะไรดี ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะสงบลงก็คงต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปี ที่ทุกฝ่ายจะเริ่มมี “สติ” คลายโกรธ คลายเกลียดกัน เริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกัน และอยู่ร่วมกัน รวมทั้งยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 

 ในส่วนตัวผมลึกๆ แล้วก็ยังคงรู้สึกว่า สังคมไทยยังคงน่ารักเหมือนเดิมครับ หากคนไทยตั้ง “สติ” ได้แล้ว ใช้ “สติ” เป็นตัวนำไปสู่ “ความรู้” เป็นเสมือนกระบวนการ “เรียนให้รู้” เพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน รวมทั้งการสร้างทัศนคติในเชิงบวกในทางสร้างสรรค์ หากทำได้เช่นนี้สังคมไทยจึงจะสามารถหาทางออกได้ (ย้ำนะครับ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ห้ามมีทัศนคติในด้านลบเป็นอันขาด) เพราะผมเชื่อว่าเมื่อตั้ง “สติ” ได้แล้ว ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงหนักหนาสาหัสสักเพียงใดก็จะสามารถมองเห็นความเป็นไปได้ที่คนอื่นคิดไม่ถึง  

 ผมได้เรียนรู้มาจากประวัติศาสตร์หลายครั้งหลายคราว่า ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ อันเป็นผลมาจากความขาด “สติ” จนบานปลายเกิดเป็นสงครามพอผ่านไปสักพักก็มักจะเกิด “สติ” ที่นำมา ซึ่ง “สันติ” ความขัดแย้งในครั้งนี้สังคมไทยได้สอนให้เกิด “สติ” ว่าทุกคน ทุกฝ่ายต่างพ่ายแพ้กันหมด ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณก็พ่ายแพ้จนหมดรูป จนต้องเปลี่ยนสัญชาติไทยไปเป็นชาติอื่น มีคดีความติดตัว อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติตัวฉกาจ 

 ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็พ่ายแพ้หมดรูป เพราะในช่วงการบริหารประเทศของท่าน มีคนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก  จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ จึงกลายเป็นแผลเป็นที่จะติดตัวท่านตลอดไป บรรดาแกนนำในการประท้วงต่างก็พ่ายแพ้ นอกจากจะถูกประณามจากบรรดาผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศที่รักสงบ อีกทั้งยังมีคดีติดตัวคนละหลายสิบคดี บรรดาการ์ดเสื้อแดงที่ป่วนเมืองก็พ่ายแพ้ เพราะไม่มี “สติ” ทำให้ขาด “สติ” นำมาสู่การไม่มี “สันติ” กลายเป็นกลุ่มที่มีภาพลักษณ์ของความรุนแรงติดตัวไปตลอดกาล นอกจากนั้น ประชาชนในชุมชนต่างๆ ก็พ่ายแพ้ 

 แต่ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญหากมองลึกๆ อย่างมี “สติ” ก็ยิ่งมีความหวังและมีทัศนคติในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าหลักของสังคมไทยยังมั่นคง โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังมั่นคง ชัดเจนต่อบทบาทและหน้าที่ที่จะคุ้มครองป้องภัยเมื่อถึงเวลาอันสมควร อันเป็นลักษณะพิเศษที่ในสังคมอื่นใดทั่วโลกไม่มี หลักของสังคมที่มั่นคงนี้แหละครับพร้อมที่จะเยียวยาสังคมที่อ่อนแอท้อแท้ให้ฟื้นกลับคืนมาดีดังเดิม หากไม่เชื่อผมก็ลองตั้ง “สติ” นึกย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยที่ทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤติ จนถึงขนาดเสียกรุงมาหลายครั้งหลายครา แต่ทุกครั้งพอสังคมไทยตั้ง “สติ” ได้ ก็สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อย่างสง่างามแบบเหลือเชื่อเสมอครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์