
ว่าด้วยเรื่องหลักนิติรัฐอีกสักครั้ง
เรื่องหลักนิติรัฐนี้พูดกันมาหลายครั้ง แต่ก็เหมือนพูดกันไปไม่ค่อยตรงกันนัก
ว่าง่ายๆ ว่ามักจะมีการพูดกันว่าหลักการนิติรัฐนั้นหมายถึงการปกครองด้วยกฎหมาย ซึ่งการพูดแบบนี้ถูกครึ่งเดียว เพราะต้องหมายถึงการที่กฎหมายสามารถจัดการคนที่บังคับใช้กฎหมายได้ด้วย
เพื่อเป็นหลักประกันว่ากฎหมายนั้นสำคัญกว่าตัวบุคคล
บ้านอื่นเมืองอื่นที่เขาเป็นประชาธิปไตยเขาเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจน เวลาที่พูดถึงหลักนิติรัฐที่เรียกว่า rule of law ส่วนบ้านเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็จะมองเรื่องนี้ในมุมของ rule by law มากกว่า ในความหมายว่า เป็นการปกครองที่อะไรที่รัฐต้องการก็สั่งออกมาและสิ่งที่สั่งออกมาก็ถือว่าเป็นกฎหมาย
ไม่มีสถาบันอื่นกล้าตัดสินว่า สิ่งที่ถือว่าเป็นกฎหมายนั้นขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเพื่อความปลอดภัยของผู้ตัดสินนั้น ก็ควรจะใช้เหตุผลแบบวนไปเป็นวงกลมๆ ว่าผู้ออกกฎหมายย่อมมีอำนาจในการออกและทำให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น
เรื่องที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าเราเชื่อในหลักนิติรัฐในแบบประชาธิปไตย ที่กฎหมายนั้นต้องจัดการกับคนใช้กฎหมายได้ด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่ากฎหมายนั้นให้ความคุ้มครองต่อทุกคนเพื่อความเท่าเทียม เพราะเชื่อว่าคนนั้นเท่ากันนั้น ก็อาจจะต้องทำความเข้าใจกับบริบทของแต่ละสังคมด้วยว่า ...
คนแต่ละกลุ่มนั้นมีความเข้าใจคำว่ากฎหมายและความยุติธรรมตรงกันหรือไม่
และในขณะเดียวกันสิ่งที่เราควรสนใจก็คือ มีวิถีทางใดที่ผู้คนแต่ละกลุ่มพยายามรวมตัวกัน หรือให้คำอธิบายต่างๆ เพื่อให้สามารถได้ประโยชน์จากกฎหมายและหลบเลี่ยงจากผลกระทบจากการใช้ (บังคับ) กฎหมายนั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ไม่ว่า "ความรุนแรงแห่งชาติ" ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะจบลงอย่างไร
เรื่องเหล่านี้ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามที่สลับซับซ้อนขึ้นในเรื่องกรณีศึกษาต่างๆ โดยดูว่าถ้ามีการใช้/บังคับกฎหมายเกิดขึ้น กลไกอะไรในการใช้/บังคับกฎหมายที่ทำงานได้ อะไรคือโครงสร้างของผู้มีอำนาจและโครงสร้างอำนาจในสังคม และความหลากหลายของกฎหมายแต่ละตัว
เพราะอาจเป็นไปได้ว่า ในหลายกรณีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้แก้ด้วยกฎหมาย หรือการแก้ไขปัญหาอาจจะเกิดจากการแก้ด้วยการใช้กฎหมายที่มีอยู่ การปิดตาโดยไม่บังคับใช้กฎหมาย การแก้กฎหมายเก่า หรือการออกกฎหมายใหม่
หมายความว่า ในแต่ละเรื่องราวนั้นการใช้กฎหมายในการแก้ปัญหานั้นก็มีหลายมิติ และการไม่ใช้กฎหมายก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเข้าไปด้วย
รวมทั้งการอ้างกฎหมายคนละชนิดกันเพื่อกำหนดอำนาจและความชอบธรรมของกลุ่มตัวเองเช่นกัน รวมทั้งการอ้างกฎอื่นๆ ที่มีพลังในการคัดง้างกับกฎหมาย เช่น ประเพณี กฎศีลธรรมต่างๆ
พูดมาทั้งหมดนี้อาจเป็นไปได้ว่า การพูดเรื่องหลักนิติรัฐนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซะแล้ว และใครที่จะมาหงุดหงิดด้วยการเปรียบเปรยว่า "กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย" นั้น อาจจะต้องเริ่มเห็นความสลับซับซ้อนของกฎหมายเข้าแล้วครับ
ซึ่งแปลว่านิติรัฐนั้นมีลักษณะที่ซับซ้อนและอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีใครถือครองอำนาจได้อย่างสมบูรณ์อยู่กลุ่มเดียวเสมอไปครับผม



