
จิตสำนึกต้องอยู่เหนือทิฐิ
เหตุความวุ่นวายในวันนี้จะยุติลงได้ก็ด้วยจิตสำนึกรักชาติต้องอยู่เหนือทิฐิ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้กลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์จะทำอย่างไรก็แยกไม่ออกกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่ประจันหน้าทหารอยู่รอบนอก
หากยังมีการชุมนุมอยู่ต่อไปก็จะเปิดโอกาสให้คนร้ายประหัตประหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือก่อเหตุวุ่นวายจนทหารต้องป้องกันตัว นำมาสู่ความสูญเสียอีก
"จตุพร พรหมพันธุ์" และ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ต้องถามตัวเองว่าจะเลือกเอาชาติ ประชาชน หรือแค่สุนัขรับใช้ใครคนนั้น
ตอนนี้มันไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยอีกต่อไป
แม้ว่ามิคสัญญีครั้งนี้หากท้ายที่สุดแล้วนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ประชาธิปไตยอย่างที่ใฝ่หา
เหมือนอย่างประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านๆ มา ถึงวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง เราได้มาซึ่งประชาธิปไตยในฝันเช่นนั้นแล้วหรือ ?
ผมเข้าใจว่าที่แกนนำยังไม่ยอมยุติการชุมนุม สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีคดีติดตัวมากมาย เมื่อไม่มีเกราะป้องกันก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ครั้งหนึ่งแกนนำเสื้อแดงก็เลือกหนทางนี้ เรียกร้องรองนายกฯ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" กระทำ ดังนั้นวันนี้แกนนำเสื้อแดงก็ต้องยอมรับมันด้วยเช่นกัน
ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องว่า "ทิฐิ" และเป็นทิฐิที่เอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน ?!!
บ้านเมืองที่ผู้คนปฏิเสธกฎหมายยังจะเป็นชาติอยู่อีกหรือ จตุพรและณัฐวุฒิต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้
ถึงวันนี้แม้ทางออกประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เสื้อแดงถอย ทหารได้พื้นที่คืน หรือเสื้อแดงกำชัย รัฐบาลยุบสภา-ลาออก
แต่ในความหมายที่แท้จริงแล้วไม่มีใครแพ้ใครชนะ มีแต่ประเทศชาติและประชาชนเท่านั้นที่บอบช้ำ
มีคนเคยบอกว่า "คนชนะ" จะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์
แต่เชื่อเถอะเรื่องราวที่บันทึกด้วยเลือด ไม่ว่าในแง่มุมไหนมันก็เศร้าสลดและน่าสะอิดสะเอียนอยู่ดี เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราหันกลับมามองเห็น "ทางเลือก" ที่เหมาะสมมากมาย แต่เรากลับไม่เลือกทำกัน
เสียงสรรเสริญแซ่ซ้องไม่จำเป็นต้องมาจาก "ชัยชนะ" เพียงอย่างเดียว !?!
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับ "จตุพร-ณัฐวุฒิ" แล้วละว่าจะละทิฐิหันมาทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศชาติ แผ่นดินเกิดเติบโตและอาจจะเป็นเรือนตายในบั้นปลายชีวิตหรือไม่
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



