
"สไนเปอร์" เพื่อนบ้านแทรกซึม..ม็อบ!!
ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกมาแถลงเรื่องนักข่าว ช่างภาพ และอาสาสมัครองค์กรกาชาด ตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายในสถานการณ์วุ่นวายมีเค้าความจริงอยู่มาก !?!
นับตั้งแต่ "โรยูริ มูราโมโตะ" นักข่าวและช่าวภาพรอยเตอร์สจากแดนอาทิตย์อุทัย ตกเป็นเหยื่อรายแรกในเหตุการณ์ 10 เมษา 53 หลายฝ่ายพยายามทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญ อุบัติเหตุ และการอยู่ผิดที่ผิดทางกับผิดเวลา
แต่แล้ว 14 พฤษภา 53 มีนักข่าวและช่างภาพอีก 3 ราย ถูกยิงที่หน้าสวนลุมไนท์บาซาร์ และวันรุ่งขึ้นก็มีช่างภาพอาวุโสเครือเนชั่น "ไชยวัฒน์ พุ่มพวง" ถูกยิงบาดเจ็บรวมเป็น 4 ราย
แม้ว่าในบางกรณีชัดเจนว่านักข่าวกับช่างภาพถูกบีบให้อยู่ระหว่างกลางของการประจันหน้า แล้วกระสุนบางนัดมาจากฝ่ายทหาร กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามจะก่อเหตุกับพิราบเหล่านี้
ยิ่งวันที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเป็นต้นมา นำมาสู่การจลาจลในใจกลางกรุง ทั้งบ่อนไก่ ศาลาแดง ราชปรารภ และสามเหลี่ยมดินแดง มีผู้เสียชีวิต 30 กว่าราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน
ไม่มีใครออกมารับผิดชอบเกี่ยวกับการตายครั้งนี้ !?!
แต่การชันสูตรพลิกศพผู้บาดเจ็บที่ถูกส่งมารักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมาอย่างน้อย 5 ราย พบว่าทุกคนถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้น ตั้งแต่ขนาด 9 มม.ไปจนถึง .38 และ .22 ไม่ใช่กระสุนความเร็วสูงที่กองทัพใช้อยู่
จนเกิดคำถามว่าเป็นกระสุนของฝ่ายไหน รวมถึงคนวงนอกเริ่มตั้งข้อสังเกตคล้อยตามกับ ศอฉ.เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้ายที่มุ่งหมายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ แฝงตัวปะปนอยู่กับกลุ่มฮาร์ดคอร์
พอถึงเวลาช่วงชุลมุนก็ลงมือยิงและยิง !!!
การข่าวหลายสายมั่นใจว่าผู้อยู่เบื้องหลังการจัดชุดสังหารนี้มีอยู่ด้วยกันหลายคน หนึ่งในนั้นมีอดีตนักการเมืองและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล น่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการจัดกำลังพลเข้ามาป่วนเมือง
ความตายของผู้คนจำนวนมากถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเรียกร้อง โดยแกนนำคนเสื้อแดงหรือแม้แต่ ส.ส.เพื่อไทย ได้นำเรื่องนี้ไปร้องต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้เข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่ฝ่ายรัฐบาลออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย ไม่ใช่การล้อมปราบประชาชน เป็นเรื่องภายในที่สามารถจัดการเองได้ ไม่ต้องให้ยูเอ็นเข้ามาจัดการ
ด้วยเหตุนี้ยูเอ็นจึงยังไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ
เมื่อเกมไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ นายใหญ่ถึงกับไม่พอใจ เปรยกับคนใกล้ชิดประมาณว่า เมื่อเห็นการตายของคนทั้ง 30 กว่าคนไม่สำคัญ จึงให้เริ่มแผนปฏิบัติการเด็ดหัวนักข่าว ช่างภาพ และอาสาสมัครกาชาดสากลแทน
ถ้าพบแสงแฟลช คนสวมปลอกแขนสีเขียวมีตราสัญลักษณ์กาชาดสากลให้ทำร้ายทันที ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ?!!
ล่าสุดนักข่าวหญิงจากพม่าที่เข้าไปทำข่าวเด็กกับผู้หญิงในวัดปทุมวนาราม ก็ถูกกลุ่มเสื้อแดงทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ ด้วยข้อกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรม
กรณีนี้จะเกี่ยวกันหรือไม่ไม่มีใครตอบได้ แต่ก่อนหน้านี้ราวๆ 1 สัปดาห์ นายใหญ่ได้ประสานมายังอดีตรัฐมนตรีภาคเหนือคนหนึ่งกับนายทหารอาวุโส ที่มีความสนิทสนมแนบแน่นกับผู้นำเพื่อนบ้าน ลักลอบส่งกองกำลังชุดสุ่มยิงและนายทหารเชี่ยวชาญด้านอาวุธ แทรกซึมเข้ามาในพื้นที่การชุมนุมและโดยรอบ
เป็นการลักลอบทยอยเข้ามาครั้งละไม่มากตลอดทั้งสัปดาห์รวมแล้วราว 100 คน !?!
กองกำลังเถื่อนนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพียงประการเดียว คือ ปฏิบัติการทำร้ายผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และองค์การสภากาชาดสากล เพื่อกดดันให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์การสภากาชาดสากลกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นที่รับรู้กันดีว่านักสื่อสารมวลชนกับสภากาชาดสากลเป็นองค์กรอิสระ เป็นกลาง หากถูกทำร้ายภาพที่ออกมาจะโหดร้ายเร้าอารมณ์ความรู้สึกแก่นานาชาติมากกว่า...นั่นคือความเข้าใจของผู้บงการ
หากบรรลุเป้าประสงค์ยูเอ็นจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศของไทย อาจจะบีบให้รัฐบาลตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นแผนที่แยบยลโดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมอย่างร้ายกาจ
ไม่เฉพาะนักข่าวและอาสาสมัครเท่านั้น แม้แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็อยู่ในแผนนี้ด้วย แม้จะยากสักนิด แต่ถ้าสบโอกาสการข่าวว่าให้ลงมือได้เลยไม่ต้องลังเล
ข่าวนี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม รัฐมนตรีแต่ละคนเลือกที่จะเก็บตัวเงียบไม่ออกไปไหนมาไหน ยกเว้นออกมาประชุมและทำงานที่กองพลทหารราบที่ 11 เท่านั้น ท่ามกลางกำลังตำรวจทหารให้การคุ้มครอง



