ข่าว

ถึงเวลาจัดการทหารแตกแถว

ถึงเวลาจัดการทหารแตกแถว

19 พ.ค. 2553

ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สรุปตัวเลขการใช้อาวุธสงคราม “เอ็ม 79” ของกองกำลังติดอาวุธที่ปฏิบัติการตอบโต้ “ทหาร-ตำรวจ” ที่เริ่มกระชับวงล้อพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 13-17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จำนวน 56 นัด

 โดยแต่ละนัดที่ยิงออกจากปากกระบอกปืนทำอย่างพิถีพิถัน ประณีต คล้ายเป็นการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้น่าเชื่อว่า “กองกำลังติดอาวุธ” ที่ว่านี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ “ทหาร-ตำรวจ” ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุม

 นั่นคือต้นเหตุกระแสข่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ได้สั่งในทางลับไปยัง ผบ.เหล่าทัพ ในการตรวจสอบกำลังพลภายในหน่วยว่ามีใคร “แตกแถว” ไปรับจ้างแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบ้างหรือไม่

 โดยเฉพาะ 4 หน่วยหลักคือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) ของกองทัพบก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) ของกองทัพเรือ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (อย.) ของกองทัพอากาศ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 คำสั่งลับนี้มีขึ้นหลังจากที่นายสุเทพสืบทราบมาว่ามีกำลังพลจากหน่วยหนึ่งประมาณ 20-30 คน เข้าไปรับจ้างการดูแลความปลอดภัยให้ สามเกลอ “วีระ มุสิกพงศ์-จตุพร พรมหพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รวมถึงร่วมการปฏิบัติการตอบโต้ “ทหาร-ตำรวจ” โดยอัตราค่าจ้างสูงลิบคนละ 1 หมื่นบาทต่อวัน

 อย่างไรก็ดี จากการสืบในเบื้องลึกของ ศอฉ. ยังไม่พบว่ามีกำลังพลที่ว่างงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ แต่ ศอฉ.ก็มิอาจนิ่งนอนใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องการว่าจ้างมาแล้ว โดยเฉพาะ “ทหารแตงโม” และ “ตำรวจมะเขือเทศ”

 แต่นั่นก็เป็นเพียงประเด็นยิบย่อยที่ “กองทัพ” จะต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อยับยั้งแนวร่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะกำลังพลทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่มีใจรักเป็นสีแดงก็มีไม่น้อย

 สิ่งสำคัญ “รัฐบาล-ศอฉ.” จะต้องเร่งประสานแก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้คน กทม.หลุดจากการเป็นตัวประกัน เพราะหากปล่อยให้เนิ่นนานจะไม่เป็นผลดี เพราะจะทำให้เป็นการสะสมปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ที่บานปลายมาจนถึงวันนี้

 ก่อนหน้านี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจที่จะประกาศ “เคอร์ฟิว” เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ถูก “เบรก” จากกองทัพ ทำให้เกิดกระแสข่าว การแก้ไขสถานการณ์ “รัฐบาล-ศอฉ.” ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเหมือนแต่ก่อน

 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง แม้ว่าอำนาจเต็มในการใช้กำลังที่มีอยู่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แต่ก็ยังยึกยักรอจังหวะอะไรบางอย่าง

 กระนั้นก็ตาม กระแสข่าวการต่อรองกันแบบลับๆ ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง กองทัพ และรัฐบาล โดยในซีกของรัฐบาลคือ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประสานกับ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง

 โดยเบื้องต้นได้รับ “ไฟเขียว” จาก พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วให้เปิดโต๊ะเจรจาในทางลับกับรัฐบาล โดยไม่มีเงื่อนไข

 แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคำสั่งให้ดำเนินการในการเคลื่อนไหวตอบโต้รัฐบาลของ “กองกำลังติดอาวุธ” ควบคู่กันไป ขณะที่กองทัพเองก็มีการเจรจาต่อรองกับซีกทหารกลุ่มคนเสื้อแดงในทางลับเช่นกัน

 ข้อสรุปไม่รู้ว่าจะออกมาทางไหน จะเปลี่ยนขั้วรัฐบาล หรือกลุ่มคนเสื้อแดงจะยุติการเคลื่อนไหว หรือกองทัพจะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ

 การแก้ไขปัญหาคงจะต้องเร่งหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม เพื่อเร่งคืนความสงบสุขให้แก่ประเทศไทย