ข่าว

"โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม"ทนายหรือล็อบบี้ยิสต์ส่วนตัวทักษิณ?

"โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม"ทนายหรือล็อบบี้ยิสต์ส่วนตัวทักษิณ?

19 พ.ค. 2553

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ประสานเป็นเสียงเดียวกันเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ชื่อของ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ก็ปรากฏหราตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในฐานะทนายความประจำตัวผู้กระตือรือร้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า นายอัมสเตอร์ดัมเป็นใคร เหตุใดจึงได้รับความไว้วางใจจากอดีตนายกรัฐมนตรีให้ต่อสู้คดีม็อบเสื้อแดง

 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์บอร์บา ในยูโกสลาเวีย เผยว่า นายอัมสเตอร์ดัม เป็นเจ้าของบริษัท อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายระดับประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2523 มีความเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ซับซ้อน เช่น อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ และคดีความทางการเมืองในตลาดเกิดใหม่ที่มีความท้าทาย

 มีสำนักงานตามเมืองใหญ่ๆ หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงลอนดอน กรุงวอชิงตัน ดีซี หรือโตรอนโต แต่เชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจว่าจ้างบริษัทนี้ เป็นเพราะขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญยิ่งในเรื่องกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ และคดีความด้านการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่มีรัฐเป็นคู่ขัดแย้ง หรือถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบกับคู่กรณี

 ผลงานชิ้นโบแดงที่ช่วยรับรองคุณภาพความเป็นทนายความมืออาชีพของนายอัมสเตอร์ดัม ก็คือ การเป็นหนึ่งในคณะทนายความแก้ต่างให้นายมิคฮาอิล โคดอร์ฟสกี มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย อดีตเจ้าของยูคอส บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของแดนหมีขาว เมื่อปี 2546 ที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง เลี่ยงภาษี

 แต่หน้าที่หลักของนายอัมสเตอร์ดัมไม่ได้อยู่ที่การทำหน้าที่แก้ต่างให้แก่ลูกความ แต่เน้นไปที่การแก้ต่างให้นายโคดอร์ฟสกีบนเวทีระหว่างประเทศมากกว่า หรืออีกนัยหนึ่งทำหน้าที่ลอบบี้ยิสต์มากกว่าทนายความนั่นเอง ระหว่างนั้นได้งัดกลยุทธ์เด็ด ผ่านรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อทำให้คดีของอดีตมหาเศรษฐีน้ำมันรัสเซียได้รับความสนใจจากทั่วโลก ด้วยการสร้างภาพว่าลูกความผู้นี้เป็น "เหยื่อ" ของอำนาจรัฐ หรืออีกนัยหนึ่ง แปรเปลี่ยนการต่อสู้ในคดีฉ้อโกง เลี่ยงภาษีให้กลายเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน คู่ไปกับการสร้างภาพรัฐบาลรัสเซียในยุคของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ว่าเป็นรัฐที่กดขี่และใช้อำนาจบาตรใหญ่เอาเปรียบประชาชน

 อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดศาลรัสเซียตัดสินจำคุกนายโคดอร์ฟสกีนาน 8 ปี พร้อมทั้งยกเลิกวีซ่าของนายอัมสเตอร์ดัม และเนรเทศออกจากประเทศ ส่วนบริษัทยูคอส ก็ถูกยึดทรัพย์ จนอยู่ในฐานะล้มละลาย

 นอกจากนี้ยังรับทำคดีให้นายอีลิจิโอ เซดิโน นายธนาคารเวเนซุเอลา เมื่อปี 2551 ที่ถูกอัยการจับกุมพร้อมตั้งข้อกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับเงินตราระหว่างประเทศ พร้อมกักขังโดยไม่มีการสอบสวนหรือแจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการนานถึง 34 เดือน ซึ่งทีมทนายความของนายอัมสเตอร์ดัมใช้ประเด็นนี้มาต่อสู้อ้างว่าละเมิดหลักของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ท้ายที่สุดศาลต้องสั่งปล่อยตัวนายเซดิโน ซึ่งได้หนีไปอยู่สหรัฐ

       บริษัทอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ ยังเคยเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้นายชี ชุน จวนหัว หน้าพรรคประชาธิปไตยสิงคโปร์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ที่ถูกรัฐบาลเล่นงานจนถูกศาลสั่งจำคุกเมื่อปีที่แล้ว และได้ฉวยโอกาสช่วงที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำกลุ่มเอเปกออกสมุดปกขาววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสิงคโปร์หลายประเด็น โดยเฉพาะการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และใช้กฎหมายกำจัดผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง

 อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายนี้ก็คือเว็บไซต์ของบริษัทได้เชื่อมต่อโดยตรงกับบล็อกทางการของนายอัมสเตอร์ดัมสองบล็อก ซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทนายของสมาคมกฎหมายแห่งแคนาดา สมาคมกฎหมายอังกฤษ และเวลส์

  มิหนำซ้ำ การตัดแปะ หรือคัดลอกบทความจากหนังสือพิมพ์ชั้นนำต่างๆ อาทิ บทความจากหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ที่นายอัมสเตอร์ดัมทำอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้นักกฎหมายชื่อดังผู้นี้มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย

  ที่เป็นประเด็นท้าทายมากกว่านั้นก็คือในเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า นายอัมสเตอร์ดัมเป็นสมาชิกสมาคมทนายความแห่งนิวยอร์ก ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

 จุดแข็งของนายอัมสเตอร์ดัมอีกประการหนึ่งคือ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ไฟแนนเชียล ไทม์ส วอชิงตันโพสต์ ซีเอ็นเอ็น หรือแม้แต่ฟอกซ์ นิวส์ ทำให้นายอัมสเตอร์ดัมมีอาวุธเด็ดในการต่อสู้คดีให้แก่บรรดาลูกความเสมอ