
ศอฉ.แจงแดงแรงติดอาวุธไม่ปราบหวั่นคนตายเยอะ
ศอฉ.แจงไม่ปราบแดงเถื่อน หวั่นคนตายเยอะ ชี้ ปชช.เจ็บ-ตายเกิดจาก แดงติดอาวุธ-ทหารยิงโต้แดง เชื่อแดงทำแรง หวังฟ้องต่างชาติ มอบตร.ท้องที่แก้ปัญหา หากแดงป่วนอีก เผยแดงตจว.ผู้ว่าฯคุมอยู่ เหตุไม่มีกลุ่มติดอาวุธ
เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 18 พ.ค. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ได้ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติการของศุนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ผ่านโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า การทำงานของ ศอฉ.จะอยู่ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาล และ ครม.กำหนด เมื่อมีนโยบายอย่างไรก็จะรับมาปฏิบัติ สำหรับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในห้วงที่ผ่านมาในเรื่องการวางกำลังก็ยังคงเช่นเดิมในการปิดล้อมพื้นที่การชุมนุม ทั้งนี้การปิดล้อมอาจจะมีการเล็ดลอดเข้าพื้นที่ได้ ซึ่งทาง ศอฉ.ก็มีการทบทวนทุกวัน ว่าอันไหนที่ช่องว่างช่องโหว่ก็จะต้องมีการปรับกำลัง อย่างไรก็ตาม การปรับกำลังจะดูสถานการณ์เป็นหลักว่าจำเป็นหรือไม่เหมาะสมที่จะใช้กำลังทหารเข้าไป ถ้าเกิดการสูญเสียหรือเกิดการปะทะกันก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแทน แต่จะเห็นได้ว่ายอดผู้ชุมนุมที่อยู่พื้นที่ราชประสงค์นั้นลดลงจากเดิมหมื่นเศษ ปัจจุบันเหลือประมาณ 3-5 พันคน ซึ่งเป็นผลการจากการดำเนินการใช้มาตรการกดดัน
“เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะต้องเผชิญกับอาวุธสงครามของกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม คือ ที่บ่อนไก่ และ ประตูน้ำ ซึ่งทั้งสองพื้นที่มีความสัมพันธ์พื้นฐานกับ นปช.อยู่แล้ว ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ก็มีไม่มากนัก ทำให้เราต้องเผชิญกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนต่าง ๆ โดยเฉพาะเอ็ม 79 ตั้งแต่วันที่ 13-17 พ.ค.ที่ผ่านมา ประมาณ 58 นัด รวมถึงการเผชิญของกลุ่มผู้ชุมนุมด้านนอกมีการเผายานพาหนะของทางราชการ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง นอกจากนั้นยังมีการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ บางเสียถึงกับเสียชีวิต ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุม หรือ แกนนำทำเพื่อสร้างความวุ่นวาย เพื่อให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ยั่วยุทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชน รวมถึงการดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามา แต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธขององค์กรนั้น ” พล.ท.ดาว์พงษ์ ระบุ
พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวชื้แจ้งอีกว่า ศอฉ. ติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดทั้งการชุมนุมที่รามคำแหง หรือในพื้นที่ต่าง ๆ ถ้าเอากำลังไปดำเนินการจับกุมก็จะทำให้เกิดการสูญเสียมากขึ้น ทั้งนี้ ศอฉ.ได้รับโจทย์จากรัฐบาล คือ จะต้องให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด แต่เราก็ไม่ได้อยู่เฉย โดยให้ ศอฉ.ให้ตำรวจท้องที่เข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ทุกจุดก็ไม่ได้ปัญหาอะไร ทั้งนี้น่าชื่นชมประชาชนชาวรามคำแหงที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณรามคำแหง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องย้ายพื้นที่ออกไป ทั้งนี่ประชาชนในพื้นที่อื่นเห็นว่าหากการชุมนุมจะนำมาร้ายแรงหรือความเดือดร้อนพิจารณาโปรดดำเนินการ สิ่งที่ตนพูดไม่ได้หมายความว่าจะให้ประชาชนใช้มื่อเปล่าไปสู้
“จุดที่หนักคือ บ่อนไก่ กับประตูน้ำ ซึ่งเราต้องเผชิญกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังต้องเผชิญกับผู้ชุมนุมด้านนอก เช่น การเผายางรถยนต์ เผาทำลายสิ่งก่อสร้าง รถของกทม. นอกจากนี้ยังมีการลอบทำร้ายประชาชนที่เข้าไปร่วมชุมนุมทำให้บาดเจ็บ บางรายเสียชีวิต ทั้งนี้อาจมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ว่า มีการปล่อยให้มีการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ เช่น รามคำแหง นางเลิ้ง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่เหตุใดทหารจึงไม่ไปกวาดล้างจับกุม เราได้พิจารณากันว่า หากนำทหารเข้าไปดำเนินการกับประชาชนเหล่านั้นจะเกิดการสูญเสียมากขึ้น แต่เราไม่ได้อยู่เฉย ทาง ศอฉ.ได้ให้ตำรวจไปคลี่คลายสถานการณ์ทุกจุด ส่วนข้อสงสัย กรณีที่มีเหตุร้ายมีการเผาตึก ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปช่วยเหลือ ขอเรียนว่า ในพื้นที่มีกลุ่มก่อการร้ายอยู่ หากเรานำกำลังเข้าไปช่วยจะทำให้เกิดการเผชิญหน้า ทั้งนี้ต่อจากนี้หากต่อจากนี้ไป เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เข้าไประงับเหตุ” พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าว
พล.ท.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่มีการสงสัย คือ ทำไมผู้สูญเสียส่วนใหญ่เป็นประชาชนมากกว่าทหาร ขอเรียนว่า เจ้าหน้าที่มีชุดป้องกันพร้อม แต่พื้นที่ชุมนุมจะมีกลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ ทำให้ประชาชนสุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะบริเวณหลังกองยางที่ผู้ชุมนุมมีการตั้งเป็นที่บัง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุขึ้น ก็จะมีการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีที่ทหารไม่ได้เสียชีวิต เพราะเรามีการปรับระยะห่างจากผู้ชุมนุม เพื่อป้องกันจากการยิงอาวุธเลนตรง รวมถึงการยิงเอ็ม 79 : ซึ่งเราได้มีระยะป้องกัน 300 - 400 เมตร ส่วนประชาชนที่บาดเจ็บเราให้คำตอบไม่ได้ว่า มาจากการสกัดกั้นของเรา หรือมาจากกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งอาจจะปนกัน แต่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจะอยู่หลังกองยาง ทั้งนี้ในภาพรวมทั้งหมดเห็นได้ว่า แกนนำมียุทธศาสตร์ในการปฏิบัติ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมรอบนอกมีความเชื่อมโยงกับแกนนำที่อยู่บนเวที เป็นความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกัน ในส่วนของต่างจังหวัดที่มีการตั้งเวทีคู่ขนาน และมีการสร้างสถานการณ์เล็กน้อยแต่ผู้ว่าฯสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งทางผู้ว่าฯได้มีการเรียกแกนำมาพูดคุยถึงโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสาเหตุที่ผู้ว่าฯคุยกับแกนนำได้ เพราะในต่างจังหวัดไม่พบว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งต่างจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ



