
"เด็ก"นักการเมืองในโลกของตำรวจ
"ไม่ทำก็ได้เงินเดือนอยู่แล้ว" ผู้กำกับสถานีตำรวจพูดโต้แย้งนายตำรวจใหญ่ที่มีอาวุโสสูงกว่าในที่ประชุม นับเป็นการพูดจาที่เปิดเผยตรงไปตรงมาถึงความต้องการเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการทำงานในลักษณะยื่นหมูยื่นแมวอย่างชนิดไร้ความละอายแก่ใจ
ดิฉันแอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเหล่าบรรดานายตำรวจในที่ประชุมรวมถึงนายใหญ่ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมวันนั้น ทุกคนมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าไม่สบตา หากแต่ผู้กำกับหนุ่มกลับสบสายตาประธานในที่ประชุมด้วยความเชื่อมั่นในความคิดของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
“ชาวบ้านได้เบี้ยเลี้ยง ตำรวจก็ต้องได้เบี้ยเลี้ยงด้วย ถ้าไม่ได้เบี้ยเลี้ยง ไม่มีเงิน ใครจะทำงาน” งานที่ผู้กำกับพูดถึงคืองานป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรม ใช่งานนอกหน้าที่ปกติ
ดิฉันรู้สึกประหลาดและสนใจในคำพูดแปลกๆ ของผู้กำกับที่เมื่อพิจารณาจากรูปร่างลักษณะกิริยาท่าทางแล้ว “เขาคือผู้กำกับที่มีอายุน้อยที่สุดในที่ประชุมแห่งนั้น”
นายตำรวจได้รับพิจารณาให้เป็นผู้กำกับตั้งแต่อายุไม่มากนัก น่าจะเป็นคนหนุ่มไฟแรง ขยัน จริงจังและกระตือรือร้นในการทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์ แต่นั่นเป็นเพียงอุดมคติซึ่งอาจสวนทางกับความเป็นจริงในโลกของตำรวจ
“ผิดแล้ว คุณเข้าใจผิดแล้ว” นายตำรวจใหญ่ประธานในที่ประชุมกล่าวโต้ตอบทันทีที่ผู้กำกับหนุ่มพูดจบ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ช้าและชัดเจนว่า “คุณเป็นตำรวจ คุณมีหน้าที่หลักในการลดและป้องกันอาชญากรรมโดยตรง แต่คุณกลับบอกว่า คุณไม่ต้องทำงานก็ได้ เพราะคุณมีเงินเดือนอยู่แล้ว เงินเดือนที่คุณได้รับไม่ใช่ค่าตอบแทนจากการป้องกันและลดอาชญากรรมหรอกหรือ? คุณคิดว่าถ้าคุณไม่ทำแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณเหรอ? ชาวบ้านในพื้นที่ของคุณเขาจะยอมให้อาชญากรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ของเขาโดยตำรวจไม่ต้องทำอะไรเหรอ? ผู้บังคับบัญชาของคุณเขาจะยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเหรอ ปล่อยให้คุณไม่ต้องทำอะไรเพราะถึงอย่างไรคุณก็มีเงินเดือนอยู่แล้ว?” นายตำรวจใหญ่ตั้งคำถามพรั่งพรู มิได้ต้องการคำตอบ แต่มีนัยของการกระตุ้นสำนึกผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย
ถึงแม้ว่าดิฉันจะทำการศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมในองค์กรตำรวจมานับแรมปี จนเข้าใจความซับซ้อน ย้อนแย้งระหว่างอำนาจต่างๆ ที่ล้วนต่อสู้กันและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำให้ตำรวจที่ตั้งใจทำงานไม่ได้ดี และคนที่ได้ดีไม่จำเป็นต้องมีผลงาน แต่ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ดิฉันไม่เคยได้รับประสบการณ์ตรงจากตำรวจในระดับหัวหน้าโรงพักที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และสะท้อนถึงความไม่สนใจปัญหาทุกข์สุขของชาวบ้าน หากไม่มีเงินค่าตอบแทนพิเศษเฉกเช่นในครั้งนี้
เหตุที่มาของพฤติกรรมที่น่าละลายถูกคลี่คลายเมื่อดิฉันทนที่จะเก็บความสงสัยไม่ได้ นายตำรวจใหญ่ผู้บังคับบัญชาตรงของผู้กำกับหนุ่มเล่าว่า “พอเล่าพฤติกรรมก็รู้เลยว่าเป็นใคร” ประวัติศาสตร์ เบื้องหลังที่มาของการได้ดิบได้ดีเป็นผู้กำกับที่ไร้คุณภาพถูกแต่แผ่ให้ทุกคนในที่นั้นได้รับทราบ และนับเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า "หากวัฒนธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจยังไม่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างถอนรากถอนโคนแล้วนั้น ประชาชนคนไทยก็จะยังต้องทนอยู่ในสภาวะปกป้องและดูแลชีวิตทรัพย์สินของตนเองต่อไป นับวัน ตำรวจไทยก็จะกลายเป็นกลุ่มคนที่สังคมพึ่งพาไม่ได้
“ไม่เคยอยู่โรงพัก ไม่เคยทำงาน ไปตรวจโรงพักไม่มีงานอะไรก้าวหน้า ลูกน้องส่ายหัวเบื่อระอา จนกระทั่งพวกผู้บังคับบัญชารวมตัวกัน เรียกมาด่ากันตรงๆ หลังจากนั้นไม่นานรู้มั้ยเกิดอะไรขึ้น” นายตำรวจใหญ่เงียบเสียงในขณะที่ทุกคนตั้งใจฟังอย่างสนใจ เขาพูดต่อ “มันได้ขึ้นเป็นผู้กำกับ ตั๋วแข็งปั๋งมาจากนักการเมือง พยายามสกัดเท่าไหร่ก็สกัดมันไม่อยู่ มันเป็นเด็กของนักการเมือง วันๆ ไม่ทำอะไรเฝ้าแต่นักการมือง”
การแทรกแซงทางการเมืองที่มีต่อวงการตำรวจอาจไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ในทันทีทันใด แต่หากนักการเมืองไทยจะยังมีสำนึกที่ดีต่อการเป็นกลุ่มของผู้นำประเทศอยู่บ้าง ขอได้โปรดพิจารณา เลือกคนที่พอดูดีมาปกครองหน่วยงาน ปกครององค์กร ปกครองบ้านเมืองได้หรือไม่ อย่างน้อยคนรุ่นหลังจะได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านมีอำนาจท่านไม่ได้เป็นหนึ่งในคนที่ทำร้ายคนไทย ทำร้ายบ้านเมือง หรือทำร้ายสังคมไทย
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



