ข่าว

รักพ่อให้ถูกทาง

รักพ่อให้ถูกทาง

19 พ.ค. 2553

ก่อนหน้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะนัดรวมตัวกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคมนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง อันสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์

เสมือนพ่อห่วงใยลูก ครั้นเมื่อการชุมนุมบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ ถึงขนาดจับอาวุธมาประหัตประหารกัน ก็ทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยมิแบ่งแยกว่าเป็นประชาชนสีใด นี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ที่ไม่ว่าใครคงคิดได้ว่า การบาดเจ็บล้มตายของประชาชน ที่วันนี้มีจำนวนมากกว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 แล้วนั้น จะยังความโทมนัสแก่พระองค์เพียงใด

 นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดารานักแสดง กล่าวตอนหนึ่งภายหลังรับรางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยม รางวัลนาฏราช ที่หอประชุมกองทัพเรือ เมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ค.) ว่า พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน บ้านของเขาหลังใหญ่มาก อยู่กันหลายคน “..ผมเกิดมา บ้านหลังนี้ก็สวยงาม และอบอุ่นมากแล้ว แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้ บรรพบุรุษของพ่อเสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้ขึ้นมาจนถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และดูแลความสุขของทุกๆ คนในบ้าน ถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดังใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินออกไปบอกกับคนคนนั้นว่า ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ..” คำของดารานักแสดงและผู้กำกับชื่อดังคนนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งในเชิงบวกและลบ

 นายพงษ์พัฒน์ อธิบายว่าเขาพูดแทนความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่จงรักภักดี แต่ดูเหมือนว่าถ้อยคำของนายพงษ์พัฒน์จะถูกตีความไปอีกแง่หนึ่งว่า มีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่จงรักภักดี มีความรู้สึกเกลียดชังสถาบัน สมควรต้องถูกขับออกไปจากประเทศนี้ และไม่ว่านายพงษ์พัฒน์ จะมีเจตนาที่จะให้เข้าใจว่าคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มใดหรือไม่ก็ตาม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็เชื่อว่า เจตนาที่จะให้หมายถึงพวกเขา ฉะนั้นจึงมีแกนนำบางคนที่ตอบโต้นายพงษ์พัฒน์บนเวที นี่ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเรื่องหนึ่ง เวลาที่เราพูดถึงคนกลุ่มใด แล้วตัดสินคนเหล่านั้นอย่างเหมารวมว่าจะต้องเป็นแบบเดียวกันหมด คิดเหมือนกัน และรู้สึกเหมือนกันหมดโดยไม่แยกแยะ ทำให้เกิดอุปสรรคที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เพราะตราบใดที่ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ยังไม่สิ้นเสียงปืนและระเบิด สังคมไทยก็ยังคงวุ่นวายต่อไป

 ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนนำมาซึ่งการบาดเจ็บล้มตายของคนจำนวนมาก ทุกๆ ศพที่ร่วงลงบนพื้น คือทุกๆ นาทีที่ความปรองดองจะถอยห่างออกไป มีพระราชดำรัสต่อผู้พิพากษาที่เข้าถวายสัตย์เมื่อเดือนธันวาคม 2537 ความตอนหนึ่งว่า “..การที่ในประเทศใด มีประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกันโดยสันติ ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคน ไม่มีใครอยากให้มีความวุ่นวายในหมู่คณะ ในประเทศชาติ เพราะว่าถ้ามีความวุ่นวายนั้น เป็นความทุกข์ ทุกคนต้องการความสุข หากความสุขนั้นก็จะมาจากความปรองดอง และความที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปโดยยุติธรรม” วันนี้ถึงแม้จะยังมีคำว่าเจรจาเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย แต่ความขัดแย้ง การบาดเจ็บ ล้มตาย ก็เพาะเชื้อความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยต่างฝ่ายมากขึ้นทุกนาที เราอาจจะปรองดองไม่ได้เลย ถ้าเราจะยังผลักคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งให้เป็นพวกเขา ไม่ใช่พวกเรา คนไทยก็จะฆ่ากันเองเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด