
ครูหยุยนักสิทธิเด็กจวกแกนนำแดงใช้เด็กเป็นโล่ห์
แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้แกนนำผู้ชุมนุมดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยให้กับผู้สื่อข่าว เครือข่ายสันติวิธี เสนอ 4 ข้อ ปรองดอง หนุนวุฒิสภาคนกลางเจราจา เพื่อยุติความรุนแรง ด้าน เสธ.อู้ ชี้ สัญญาณดีขึ้น แต่ติดเงื่อนไข ม็อบต้องกลับบ้าน
(18พ.ค.) นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กล่าวกรณีที่ผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มนปช.มีการนำเด็กมาร่วมชุมนุม และนำไปอยู่ในจุดเสี่ยงที่มีเหตุการปะทะกันด้วยว่า ตนขอประณามแกนนำเสื้อแดงว่าไม่จริงใจกรณีที่มีภาพและวีดีโอออกสื่อให้เห็นว่าผู้ชุมนุมนำเด็กมาไว้ที่บังเกอร์เพื่อเป็นเกราะป้องกันการยิงจากฝ่ายตรงข้าม เพราะถึงแม้ว่าจะมีการให้ผู้ชุมนุมผู้หญิงและเด็กเข้าไปพักที่วัดปทุมวนาราม แต่ภาพที่ออกมานั้นเห็นได้ชัดว่าแกนนำไม่ได้มีความจริงใจในการดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กอย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะมีภาพหลุดออกมาได้อย่างไร แกนนำต้องตอบคำถามต่อสังคมว่าเกิดภาพนี้ขึ้นได้อย่างไร และต้องออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"แกนนำก็เพิ่งมีลูก ถ้าเอาลูกของคุณมาวางไว้ที่บังเกอร์ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร แค่นี้คุณยังคิดไม่ได้ คุณจะเป็นพ่อคนได้อย่างไร” ครูหยุยจวกเละ
เช่นเดียวกับ นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก ก็ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เป็นการไม่สมควรที่จะนำเด็กมาเป็นเกราะกำบังจากการถูกยิง การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่วิสัยของคนปกติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อแม่ ถ้ากล้าเอาลูกไปวางเป็นโล่อย่างนี้ ก็ไม่สมควรที่จะเป็นพ่อแม่ เพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับเด็กเหล่านั้น ทั้งที่จริงแล้วเด็กไม่ควรจะไปอยู่บริเวณที่ชุมนุมด้วยซ้ำ ควรจะอยู่ห่างจากจุดชุมนุมให้มากที่สุด
นายสรรพสิทธิ์ยังแสดงความเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพของเด็กที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุมด้วยว่า เด็กอาจจะได้รับความเครียดจากการชุมนุมได้ ดังนั้นทางแกนนำควรจะอนุญาตให้อาสาสมัครเข้าไปจัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการและสุขภาพของเด็ก และควรจะมีการนำเด็กที่มาจากต่างจังหวัดกลับภูมิลำเนา เพราะโรงเรียนส่วนมากจะเปิดเทอมแล้ว เด็กอาจไม่มีสิทธิ์สอบหรืออาจจะต้องเรียนซ้ำชั้น เนื่องจากเวลาเรียนไม่ครบ
องค์กรวิชาชีพสื่อร้องแกนนำดูแสสวัสดิภาพนักข่าว
แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่อง ขอเรียกร้องให้แกนนำผู้ชุมนุมดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยให้กับผู้สื่อข่าว ความว่า
สืบเนื่องจากขณะนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการณ์แห่งชาติ (นปช.) และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เกิดความไม่ปลอดภัย โดยมีผู้สื่อข่าวและช่างภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้รับบาดเจ็บแล้วหลายราย
ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (18พ.ค.) ได้เกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายร่างกายทีมงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระหว่างเข้าสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่ภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นเขตอภัยทานจนได้รับบาดเจ็บก่อนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (การ์ด) นปช. จะเข้าช่วยเหลือจนได้รับความปลอดภัย
เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวที่ปฏิหน้าที่ตามจริยธรรมทางวิชาชีพในการรายงานข่าวความเคลื่อนไหวการชุมนุม ดังนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอเรียกร้องไปยังผู้เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1.ขอให้แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการณ์แห่งชาติ (นปช.) ทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่ต้องการรายงานข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งแกนนำต้องช่วยดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยให้กับสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชุมนุม
2.ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและผู้สื่อข่าว พร้อมทั้งแจ้งการปฏิบัติหน้าที่ที่ชัดเจนแก่สื่อมวลชนก่อนเข้าปฏิบัติการใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทุกครั้ง
ท้ายที่สุดนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอร่วมเป็นกำลังใจให้กับสื่อมวลชนทุกแขนงที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทเพื่อนำเอาความจริงมานำเสนอต่อสาธารณชนอย่างครบถ้วนรอบด้วน และขอให้พี่น้องสื่อมวลชนระมัดระวังตนเองในการทำหน้าที่ในสถานการณ์วิกฤติและเต็มไปด้วยความกดดันของทุกฝ่ายเช่นนี้ด้วย
เครือข่ายสันติวิธีชง4ข้อปรองดองหนุนวุฒิสภา”คนกลาง”เจราจา
ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศเทศ ถ.สามเสน เครือข่ายสันติวิธีกว่า 10 องค์กร นำโดยนายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลันมหิดล แถลงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง โดย นายโคทม กล่าวว่า เครือข่ายฯขอร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันหยุดการฆ่า และให้ถนอมชีวิต โดยมีข้อเสนอ 4 ข้อ ได้แก่ 1. ขอให้แกนนำ นปช. ประกาศให้ผู้สนับสนุนที่อยู่รอบนอกไปรวมตัวกันห่างจากจุดที่ตั้งทหารมากกว่า 300 เมตร เช่น ผู้ชุมนุมในรอบพื้นที่ปิดกั้นไปรวมกันที่ราชประสงค์ ผู้ชุมนุมที่บ่อนไก่ไปรวมตัวกันที่คลองเตย ผู้ชุมนุมที่ดินแดงไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น และผู้ชุมนุมที่สามย่านถอยไปรวมตัวเลยแนวถนนบรรทัดทองเป็นต้น 2. ให้ทหารอยู่แต่ในฐานที่ตั้ง ไม่รุกคืบกระชับพื้นที่เพิ่มกดดันผู้ชุมนุม 3.ขอให้แกนนำ นปช. และฝ่ายรัฐบาลเริ่มเจรจาโดยด่วนบนพื้นฐานเดิม 5 ข้อ และกำหนดวันยุบสภา และวันเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน จากนั้นทุกฝ่ายเดินเข้าหากระบวนการยุติธรรมโดยมีมาตรฐานเสมอเหมือนกัน และ 4. การเจรจาที่จะเกิดขึ้นจะมีคนกลางหรือไม่ก็ตาม ควรนำไปสู่ข้อตกลงโดยเร็วภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรักษาชีวิตประชาชนและยุติความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจประมาณค่าได้
นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ฝากข้อเสนอมาด้วยว่า อยากให้ทั้งสองฝ่ายมุ่งความสนใจไปสู่กลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่าย หรือกลุ่มคนซุ่มยิง ไม่ให้มีการหลบซ่อนตัวก่อความรุนแรง และช่วยกันจับกุมดำเนินการตามกฎหมายเพื่อกลับเข้าสู่สันติสุข” นายโคทม กล่าว
นายสมชาย หอมลออ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนภาคประชาชนเห็นด้วยกับข้อเสนอยุติความรุนแรง ส่วนที่ผู้ชุมนุมห่วงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น องค์กรขอเสนอสามแนวทางคือ 1. พร้อมให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกรณีผู้ที่ถูกยิง ถูกจับกุม โดยจะพยายามระดมจัดหาทนายความโดยประสานกับองค์กรอื่น ๆ 2. ดำเนินการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมความเป็นสองมาตรฐาน หรือลำเอียงหรือไม่ โดยเบื้องต้นไม่เห็นด้วยกรณีจับกุมโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วไม่ให้พบญาติ หรือทนาย รวมทั้งไปกักตัวในสถานที่ที่ไม่ระบุ และ3.เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายมีความโปร่งใสในการตรวจสอบสถานการณ์โดยให้มีคนกลางมาร่วมตรวจสอบ
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ผู้ประสานงานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ในฐานะเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนั้นอยากให้ทุกฝ่ายดูบทเรียนของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่าง ว่าไม่มีประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย มีแต่ความทุกข์ทรมาน ซึ่งเมื่อปี 2546 ก็มีข้อเสนอต่อรัฐบาลแล้วว่าการควบคุมฝูงชนไม่ควรใช้ทหาร แต่ให้ใช้ตำรวจหรือพลเรือนที่ผ่านการฝึก เพราะแนวทางและอาวุธของทหารจะยึดหลักการทำลายมากกว่าการควบคุม
นางดารี เจริญผลพิริยะ แกนนำเครือข่ายสันติวิธี ผู้ประสานงานให้มีที่พักฉุกเฉินและเขตอภัยทานรองรับเป็นที่หลบภัยของเด็ก สตรีและคนแก่ รวมทั้งชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจุดปะทะ กล่าวว่า เท่าที่สำรวจกรณีวัดปทุมวรารามจะพบว่า ผู้ชุมนุมที่นำเด็กมาพักพิงมีสตรีและชายฉกรรจ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ชุมนุมส่วนนี้มาร่วมชุมนุมทั้งครอบครัว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกชายฉกรรจ์ออกจากเขตอภัยทานตามที่บางฝ่ายเสนอ แต่โดยหลักการแล้วในบริเวณเขตอภัยทานและเขตบ้านพักพิงที่จัดไว้ ควรมีกติกาคือต้องห้ามการนำอาวุธเข้าไปไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แต่หากมีการวางอาวุธแล้วก็สามารถเข้าไปได้ และต้องประสานกับรัฐบาลและฝ่าย นปช. ให้ตกลงยอมรับกันว่าในเขตดังกล่าวจะไม่มีการทำร้ายไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม และบ้านพักพิงที่อยู่บริเวณรอบนอกก็ยินดีต้อนรับไม่เฉพาะผู้ที่มีบ้านอยู่ในเขตปิดล้อม แต่ผู้ที่พลัดหลงทุกคนที่ผ่านมาและมีเหตุปะทะก็สามารถเข้าไปใช้หลบภัยได้ ทั้งนี้ปัจจุบันที่จุดพักพิงที่ทางเครือข่ายไปประสานไว้หลายแห่ง อาทิ ศูนย์เมอร์ซี่ โรงเรียนมาแตร์เดอี วัดตะพาน ดินแดง วัดมักกะสัน วัดมะกอก วัดปุทมวราราม และกำลังประสานกับวัดคลองเตยใน และวัดคลองเตยนอกอยู่ โดยนายดารีเปิดเผยด้วยว่าจุดต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากการประสานของเครือข่าย ไม่ใช่เจ้าของสถานีที่จัดขึ้นเพราะเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เป้นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ตัวแทนวุฒิสภาในการเจรจาทางลับระหว่างรัฐบาลและแกนนำนปช. กล่าวว่า ข้อเสนอของกลุ่มเครือข่ายสันติวิธี สอดรับกับข้อเสนอของวุฒิสภา ซึ่งข้อเสนอหลัก ๆ คือเรียกร้องให้หยุดการใช้กำลังปิดล้อมกระชับวงล้อม เนื่องจากนปช. เองก็ส่งกำลังส่วนหน้าออกมาปะทะตามแนวยุทธวิธี ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือขอให้ทหารปรับแนว และขอร้องให้ผู้ชุมนุมหยุดการยั่วยุสร้างความปั่นป่วน รวมทั้งการใช้อาวุธร้ายแรง และแยกระยะห่างให้การใช้อาวุธไม่ถึงกัน
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า สัญญาณดีได้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตเพียง 1 คนและบาดเจ็บไม่เกิน 10 คน ต่างจาก 3 วันแรก ถึงตอนนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายสนับสนุนให้เกิดการเจรจา ต่างกันเพียงกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่า การเจรจาควรจะเกิดขึ้นเมื่อ นปช. กลับบ้านแล้วเท่านั้นซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเขาเตรียมการกันเป็นปี และชุมนุมติดตามกันนานหลายเดือน ตรงนี้นายบันคีมูล เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และทุกๆฝ่าย ก็เห็นตรงกันว่า หากการเจรจาเริ่มขึ้นเร็วก็จะลดความสูญเสียได้มาก และ ส.ว. ก็เสนอเพิ่มไปว่าพร้อมจะเข้าช่วย โดยประธานและรองประธานวุฒิสภาก็พร้อมเป็นคนกลาง ซึ่ง นปช. ก็ตอบรับแล้ว และให้ตนประสานทั้งสองฝ่ายเพื่อนำไปสุ่การเปิดโต๊ะเจรจา แต่คงต้องเป็นการเจรจาลับที่ไม่มีสื่อรู้เห็นจึงจะสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้
“ วันที่ 17 พฤษภาคม ผมให้คนกลางโทรศัพท์ไปหานายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำ นปช. นายณัฐวุฒิ ก็เห็นด้วย และยอมรับว่าข้อเสนอที่ผ่านมาของ นปช. อาจจะสุดโต่งไป อยากให้วุฒิสภาช่วยเสนอแนวทางสายกลางให้สองฝ่ายตัดสิน โดยสถานการณ์ปัจจุบันทางรัฐบาลเสนอให้ นปช. เรียกผู้ชุมนุมกลับมารวมกันที่ราชประสงค์ ฝ่าย นปช. ก็เรียกร้องให้รัฐบาลถอนกำลังก่อน ซึ่งก็ยากเพราะรัฐบาลปิดล้อมป้องกันผู้ชุมนุมภายนอกนับหมื่นคนจะเข้าไปเติม แต่ยังไงก็ตามแม้ผู้ชุมนุมเหลือห้าพัน แต่มีคนชุมนุมอยู่ภายนอกอีกหมื่นซึ่งรัฐบาลหยุดผู้ชุมนุมไม่ได้ก็มีผลไม่ต่างกัน ซึ่งนายณัฐวุฒิก็เสนอให้ ส.ว. หาทางสายกลางที่ไม่สุดโด่งแบบของนปช. และของรัฐบาลในเรื่องนี้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบการเจรจาหยุดยิงคงแตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน เพราะคราวนั้นเป็นการปะทะกันประปรายเฉพาะจุด ซึ่งสองฝ่ายสามารถสั่งหยุดยิงภายใน 20 นาที แต่ตอนนี้จุดปะทะอยู่ตลอดฝั่งถนนยาวเป็นกิโลเมตร และซุ่มตามตรอกซอกซอย แต่หากรัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอของวุฒิสภา เรื่องการหยุดการปะทะก็เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง ซึ่งมาตรการก็ไม่ยาก คือให้มีคนกลางมาวางกติกา



