
โปรดฟังอีกครั้ง..! อภิสิทธิ์ ต้องตัดสินใจ
ดูเหมือนว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ได้สะทกสะท้านกับมาตรการกดดันที่ รัฐบาล-ศอฉ. ประกาศไว้สักเท่าไหร่ ยังคงดำเนินการ ท้าทาย อำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใช้ กฎเหล็ก ตอบโต้ รัฐบาล-ศอฉ. อย่างหนัก
แผน-ยุทธศาสตร์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำมาใช้ตอบโต้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ได้มีการปรับเปลี่ยนจาก “ดาวกระจาย” มาเป็นแผน “ผึ้งแตกรัง” เพื่อหวังปิดเกม “รัฐบาล-ศอฉ.” ให้ทันสิ้นฤดูร้อน
แผนของ นปช.ที่ว่านี้ เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสข่าวการเกณฑ์ “กองกำลังติดอาวุธ” เข้ามาช่วยเหลือผู้ชุมนุม
ข้อมูลลับ ศอฉ.พบว่ามี “กองกำลังติดอาวุธ” ซ่องสุมอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ต่ำกว่า 500 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีฝีมือระดับ “พระกาฬ” หรือเรียกง่ายๆ คือ “เกรดเอ” มีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธสงคราม “เอ็ม 79-อาร์พีจี”
ทั้งนี้เมื่อดูลงลึกไปในรายละเอียดจะพบว่า “กองกำลังติดอาวุธ” ที่ถูกส่งตรงมาจะแบ่งการปฏิบัติการออกเป็น 3 ชุด ชุดแรกคือการปฏิบัติการเพื่อรักษารอบพื้นที่การชุมนุมประมาณ 30-40 คน
ชุดที่สอง คือชุดปฏิบัติการตอบโต้ “ทหาร-ตำรวจ” และชุดสุดท้าย คือชุดปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ทั่วกรุง
โดยมีอดีตนายทหารระดับพลเอก 2 นาย เป็นผู้วางแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ผึ้งแตกรัง” คือ "พลเอก ช.” กับ "พลเอก พ." มี "พลเอก พ." อีกคนซึ่งเป็นอดีตนายทหาร และระดับพลโทอีก 2 คน คือ "พลโท พ.” กับ "พลโท ม.” เป็นผู้ประสานงาน เชื่อมระหว่างกองกำลังติดอาวุธกับสามเกลอ “วีระ มุสิกพงศ์-จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”
นั่นหมายความว่า เป็นไปได้ที่สามเกลอจะไม่รู้ไม่เห็นกับกองกำลังที่ว่า!
สถานที่วางแผนนั้น ใช้โรงแรมย่านราชประสงค์เป็นเซฟเฮ้าส์ ...และน่าเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รู้เห็น หรือกระทั่งบัญชาการเอง
เมื่อมีกองกำลัง ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ท่อน้ำเลี้ยงในกรณีนี้ถูกจัดส่งมาจาก 2 ทาง
ทางแรก ข้อมูล ศอฉ.ระบุว่า ส่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง
ทางที่สอง ได้จากการระดมจากเครือข่ายพันธมิตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ
"น้ำเลี้ยง" ที่รวบรวมได้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจะมอบหมายให้เครือญาติคนใกล้ชิดทักษิณ ดูแล และบริหารจัดการ
ส่วนแรกจะไว้ใช้สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ ส่วนที่สอง ใช้ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ส่วนที่สามคือไว้ใช้สำหรับในพื้นที่ภาคอีสาน
นอกจากนี้ยังมีการจัดกำลังทางลับที่มีความถนัดในเรื่องการใช้อาวุธและนิยมความรุนแรง โดยผ่านอดีต ส.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือ มาร่วมสนับสนุนกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนกว่า 500-1,000 คน โดยขณะนี้เดินทางเข้ามาสมทบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้ “รัฐบาล-ศอฉ.” วิตกกังวลกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี จึงได้มีแนวความคิดที่จะประกาศ “เคอร์ฟิว” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่คาดว่าน่าจะมีความเลวร้ายลงกว่านี้
แต่จากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจเส้นทางโดยรอบของกลุ่มผู้ชุมนุมของฝ่ายยุทธการ ศอฉ.ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการประกาศ “เคอร์ฟิว” เพราะหากประกาศแล้วผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่หาเช้ากินค่ำ
เหตุผลนี้เองที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะที่รับผิดชอบการใช้กำลัง ต้องสั่ง “ถอย” เป็นการด่วน เพราะประเมินสถานการณ์แล้ว “เสียมากกว่าได้”
แต่การที่ยังไม่ประกาศ “เคอร์ฟิว” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพับเก็บใส่ลิ้นชัก เพราะ “อภิสิทธิ์” ยังคิดว่าแนวทางนี้ดีที่สุด เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ที่เลวร้ายอยู่ในขณะนี้ จึงได้สั่งให้ติดตามสถานการณ์อีก 1-2 วันก่อนตัดสินใจอีกครั้ง
สถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงคับขันอย่างนี้ต้องให้ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหนในการยุติปัญหา จะเลือกให้ชาว กทม.เจอภาวะเสี่ยงภัยไปแบบนี้ แลกกับการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้เกิดขึ้นใหม่ อันนี้นายกรัฐมนตรีก็ต้องคิดเอาเอง



