
ต่างชาติขายอีกหุ้นไทยวูบ15จุดกังวลการเมืองรุนแรง-วิกฤติหนี้ยุโรปลุกลาม
ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทยอีก 4,000 ล้าน กดดัชนีทรุด 15 จุด กังวลการเมืองรุนแรงยืดเยื้อ แถมวิกฤติหนี้ยุโรปส่อแววลุกลาม หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ด้านคลังชี้กระทบจีดีพีแล้ว 0.5% แต่ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายสุด
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังมีแรงเทขายออกมาอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหุ้นปิดทำการเร็วกว่าเวลาปกติ 1 ชั่วโมง ปิดเมื่อเวลา 15.30 น. ดัชนีปิดที่ระดับ 753.26 จุด ลดลง 15.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,661.95 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่องอีก 4,210 ล้านบาท
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนยังวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมา เพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ขายต่อเนื่องจากวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ขายสุทธิกว่า 5,600 ล้านบาท และตลาดหุ้นยังมีปัจจัยกดดันจากภายนอก คือ ความกังวลต่อผลกระทบของวิกฤติหนี้ยุโรปที่อาจลุกลามต่อเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลก
ส่วนแนวโน้มการลงทุนในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ที่ปัจจัยหลักส่งผลกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน หากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้มีแรงขายออกมาต่อเนื่อง และส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงต่อ แต่หากการเมืองคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีก็จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน
ด้านนายพนุกร จันทรประภาพ ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้ใหม่ ลดลงเหลือ 2.0-2.5% จากเดิมที่เคยมองไว้ที่ 3.0-3.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการชุมนุมและความกังวลจากปัญหาหนี้ในยุโรป อย่างไรก็ตาม ในแง่กำไรบริษัทจดทะเบียนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากเดิมที่นักวิเคราะห์มองว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมในปีนี้จะโต 20.0% ก็น่าจะลดลงกว่าเดิมแน่นอน แต่โดยภาพรวมบริษัทยังมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ จะเติบโตได้ในระดับ 10.0-15.0%
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้มีเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นและสถานการณ์การชุมนุมได้ยืดเยื้อเกือบ 3 เดือนแล้ว ประเมินว่าได้ส่งผลกระทบต่อจีดีพีปีนี้มากกว่า 0.5% แล้ว แต่ยังกระทบไม่ถึง 1% เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายสุด
“ตอนนี้การเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจเลยระดับกลางที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะกระทบแค่ 0.2-0.5% ตอนนี้คาดว่ามากกว่า 0.5% เพราะเหตุการณ์รุนแรงขึ้น และยืดเยื้อเกือบ 3 เดือนแล้ว แต่จะกระทบแค่ไหนมากน้อยแค่ไหนต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายสุด กรณีที่การเมืองยืดเยื้อเกิน 3 เดือน และไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ” นายเอกนิติกล่าว



