
ทักษิณกับวิกฤติของชาติ
ไม่ต้องปกปิดบทบาทอีกต่อไปแล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังของวิกฤติของชาติคือ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายการเมือง ซึ่งกำลังเผชิญกับการตรวจสอบโดย ศอฉ. หลังจากออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งสิ้น 106 ในรายชื่อชุดแรก ประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะต้องติดตามดำเนินกา
น่าเสียดายที่รัฐบาลและ ศอฉ.ได้ประกาศให้สาธารณะรับรู้ช้าไป สำหรับบทบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” และครอบครัว ซึ่งได้หลบออกไปนอกประเทศ เนื่องจากเกรงกลัวความผิด หลังจากถูกค้นพบว่าถอนเงินจากสถาบันการเงินมากมาย และเชื่อว่าเป็นเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายในการปลุกระดม ว่าจ้างมวลชน และเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการล้มรัฐบาล และตั้งรัฐไทยใหม่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมกบฏ และมีอาวุธร้ายแรงสำหรับการก่อการร้าย
ประกาศของ ศอฉ.ระบุว่าการข่าวของรัฐบาลและ ศอฉ.ได้ยืนยันว่าเป้าหมายของผู้ก่อความรุนแรงและคนบงการจากต่างประเทศ ซึ่งก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ต้องการสร้างความรุนแรงและให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด มีการใช้อาวุธสงครามเข้าสังหาร เพราะจุดที่เกิดเหตุปะทะหลายแห่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอยู่นอกพื้นที่การชุมนุม ขณะที่ผู้บงการที่อยู่ต่างประเทศก็จ้างนักกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามาในไทย เพื่อหวังฉกฉวยสถานการณ์นำไปสู่การดำเนินคดีในต่างประเทศ และทำให้เกิดผลเสียต่อรัฐและผู้บัญชาการสถานการณ์
นอกจากนั้น ศอฉ.ยังได้เปิดโปงแผนชั่วร้ายของขบวนการเครือข่ายทักษิณว่าเป้าหมายของการสังหารหรือทำร้ายโดยกองกำลังติดอาวุธปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งถูกใช้เป็นโล่มนุษย์ในพื้นที่ขัดแย้งมี 3 กลุ่มด้วยกัน คือสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างชาติ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ และผู้บริสุทธิ์ในละแวกที่เกิดเหตุ รวมทั้งผู้เฝ้าดูการชุมนุมและการปะทะระหว่างทหารและกลุ่มก่อการร้ายในเมือง
มาตรการทางกฎหมายของรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นความจริงจัง และต้องขยายผลเชื่อมโยงไปยังกลุ่มอื่นๆ ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนกลุ่มการเมืองและก่อการร้าย ในลักษณะของการขุดรากถอนโคนเพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อความมั่นคงอีกต่อไป เพราะอำนาจ อิทธิพลของเครือข่ายทักษิณให้ขยายกว้างขวางและหยั่งรากลงลึก โดยเฉพาะการสนับสนุนในภาคชนบท ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการหว่านเงินได้โดยง่าย อันเนื่องจากปัญหาความยากจน ถ้ารัฐบาลกระทำไม่จริงจัง แต่มีการประนีประนอม ก็จะนำไปสู่การฟื้นตัวของขบวนการทักษิณ ดังจะเห็นได้ว่ามีความแข็งแกร่งกว่าความพยายามล้มอำนาจรัฐในช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งจะต้องรับโทษทัณฑ์ ถ้าหากจับกุมตัวได้ แม้จะได้ถือสัญชาติของประเทศอื่นแล้วก็ตาม



