ข่าว

ยืดเยื้อ...ตายเยอะ

ยืดเยื้อ...ตายเยอะ

18 พ.ค. 2553

ตัวเลขผู้บาดเจ็บ ล้มตายขยับขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน ยอดยิ่งมากเป็นทวีคูณ


 การขอคืนพื้นที่ การสลายการชุมนุม การปิดล้อมเส้นทางเสบียง รวมๆ แล้วก็คือ แผนสลายการชุมนุมนั่นแหละ

 ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่า นี่คือมาตรการกดดันเพื่อให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการชุมนุม แต่มาตรการดังที่ปรากฏอยู่ตอนนี้ใกล้เกิดสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที 

 ความพยายามจุดไฟเผารถ สุมไฟยางรถยนต์ การใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ทหาร บ้านเรือนพังพินาศ บรรยากาศคล้ายพื้นที่สู้รบ

 ชาวบ้านเริ่มมีคำถาม การโอบล้อมของฝ่ายทหารจะใช้ได้ผลหรือเปล่า เพราะฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากยิงชนิดที่ไม่สนใจว่าเจ้าหน้าที่หรือพลเรือน คนตาย บาดเจ็บถี่ขึ้น กลัวยอดเพิ่มเป็นรายชั่วโมง ไม่ได้เป็นผลดีต่อรัฐบาล

 ระดับนานาชาติ แม้บางประเทศจะเข้าใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ สงครามความขัดแย้งระหว่างประชาชนสองฝ่ายกับรัฐบาล

 โอกาสที่จะพัฒนาไปจนถึงขนาดเผาบ้านเผาเมือง ฝูงชนคลุ้มคลั่ง อยู่ไม่ห่าง!!

 ที่สำคัญประชาชนบริเวณรอบๆ พื้นที่การชุมนุมตกอยู่ในอาการหวาดกลัวปิดบ้าน นอนหลับไม่เต็มตา ตื่นก็เสียงระเบิด เสี่ยงลูกปืนที่ผ่านว่อนไปตลอดทั้งวันทั้งคืน บางบ้านต้องอพยพหนีไปอยู่กับญาติพี่น้อง ทิ้งข้าวของมีค่าไว้ กลับมาไม่รู้จะมีบ้านอยู่หรือเปล่า

 ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) พยายามทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงความจำเป็นในการใช้กำลังและอาวุธจริงเพื่อปกป้องชีวิต แต่เริ่มมีเสียงทำนองว่า ยุทธการทั้งหมดนั้นใครเป็นคนคิด เมื่อโอบล้อมก็สร้างแรงกดดัน แต่ถ้าจู่โจมเข้าไปจับแกนนำให้ได้อาจลดยอดผู้บาดเจ็บล้มตาย ไหนๆ สงครามก็ต้องมีศพ ทำไมไม่หาวิธีบุกเข้าด้านในจัดการกับแกนนำให้เสร็จสิ้น

 รัฐบาลเองคงไม่อยากให้พื้นที่กรุงเทพฯ เละไปด้วยเลือด  ตราบใดที่ยังคงตรึงกำลังกันอยู่ ผู้ก่อการร้ายก็ต้องขยายเพิ่มพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ถ้าคว้าตัวแกนนำไม่ได้สถานการณ์จะไปไกลกว่านี้ ส่งผลต่อชีวิตทหารและตำรวจ ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

 สุดท้ายถ้ายอดผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไหลไปไม่หยุด ทหารตำรวจจะร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลหรือเปล่า  ถึงตรงนี้ยังไม่เห็นช่องที่รัฐบาลจะเผด็จศึกได้

 ยื้อไปนานเท่าไรยอด "ตายสะสม" ก็มากขึ้นเท่านั้น!!