ข่าว

สื่อเทศมองไทยแลนด์ออฟสไมล์เป็นเกรี้ยวกราด

สื่อเทศมองไทยแลนด์ออฟสไมล์เป็นเกรี้ยวกราด

17 พ.ค. 2553

สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์มองไทย แลนด์ ออฟ สไมล์ กลายเป็นดินแดนแห่งความเกรี้ยวกราดไปแล้ว นิวยอร์กไทมส์รายงานเป็นพฤษภาทมิฬซ้ำสอง ฮิวแมนไรท์ว็อตช์ เรียกร้องมือที่ 3 หยุดก่อเหตุรุนแรง ออสเตรเลียเรียกร้องทุกฝ่ายในไทย รู้จักอดกลั้น บลูมเบิร์กระบุ ความรุนแรงอันเป

นีร์มาล กอช ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ ระบุว่า วิกฤติการเมืองได้ฉีกตำนานความประพฤติอันสุภาพเรียบร้อยของคนไทยอย่างสิ้นเชิง ต้องระมัดระวังเวลาจะพูดอะไร และพูดกับใคร ในปีแห่งการใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายในประเทศไทย วิกฤติการเมืองได้ก่อให้เกิดภาษาที่ส่อเจตนาร้าย ที่แทบจะไม่เคยได้ยินเลย ในสังคมอันแสนสุภาพของคนไทย นับตั้งแต่หมดยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 ผู้คนต่างหันมาป้องกันตัวและมองคนอื่นว่าเป็นศัตรู

กอช บอกว่า มีเพื่อนอยู่ในกลุ่มของคนมีฐานะ หรือที่เรียกว่า ไฮโซ ซึ่งแม้จะมีแนวคิดเสรี แต่ก็เป็นพวกอนุรักษ์นิยม กำลังวิตกอย่างยิ่งต่อการประท้วงของคนเสื้อแดง ที่ทำให้ย่านกลางกรุงซึ่งเป็นย่านเลิศหรูมีสภาพยุ่งเหยิงและวุ่นวายสับสน ผู้จัดการอาวุโสของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง เปรียบเทียบการชุมนุมและสร้างปราการป้องกันตนเองกลางกรุงฯ ว่า เหมือนกับทหารพม่ามาสร้างค่าย เพื่อจะโจมตีอาณาจักรอยุธยา เมื่อครั้งสมัยศตวรรษที่ 18 และการที่เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ขับรถพอร์ช พุ่งชนจักรยานยนต์ของคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 3 เมษายน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์และเขากลายเป็นวีรบุรุษ

วัฒนธรรมการประท้วงในไทยถูกมองว่า ไม่ใช่แค่การเดินขบวนหรือการประท้วงทั่วไป แต่เป็นการบุกยึดพื้นที่ กำหนดเงื่อนเวลาและการเจรจาต่อรอง ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงแต่เรื่องการสู้รบ ที่ปราการของคนเสื้อแดง มีไม้ไผ่เหลาแหลม และหนังสติ๊ก กับก้อนอิฐอีกจำนวนมาก แต่ก็เชื่อว่า มีสั่งสมอาวุธร้ายแรงอยู่ด้วย และมีคนที่รอคอยจะใช้มันเช่นกันและอาจได้ใช้ไปแล้วในคืนที่วุ่นวายสับสนเมื่อวันพฤหัสบดี

ในความขัดแย้ง อย่างน้อยนับจากปี 2551 เป็นต้นมา พวกการ์ดของคนเสื้อแดง ถูกขนานนามว่า เป็นพวกนักรบ ที่มีผู้นำสายฮาร์ดคอร์ อย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตนักร้องเพลงป๊อปคอยประกาศปลุกระดมให้คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง จึงไม่น่าแปลกใจที่บริเวณรัศมีใกล้ที่ชุมนุมจะมีสภาพใกล้เคียงกับที่เขาต้องการ แต่แม้กรุงเทพฯจะเป็นดินแดนแห่งความเดือดดาลถ้าออกไปนอกเมือง ก็ยังคงจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนท้องถิ่น แต่มันก็น่าขมขื่นที่ตำนานแห่งความสุภาพของคนไทย มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

นิวยอร์กไทมส์รายงานเป็นพฤษภาทมิฬซ้ำสอง

บทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ โดย เซ็ธ ไมแดนส์ และโธมัส ฟูลเลอร์ รายงานว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ 18 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งสำคัญครั้งท้ายที่สุด ที่เริ่มปะทุในประเทศไทยเมื่อ 17 พฤษภาคม 2535 และดำเนินอยู่จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 52 ราย แต่เชื่อว่ายังมีผู้สูญหาย หยังหาไม่พบอีกมาก

และเมื่อเทียบกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันถือว่าเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุด และดำเนินไปยาวนานที่สุดในรอบหลายปีของไทย เนื่องจากนับตั้งแต่เริ่มการประท้วงเมื่อ 2 เดือนก่อนเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ราย

และเมื่อการสู้รบตามท้องถนนมีท่าทีที่จะลุกลามไปที่อื่น สถานทูตอังกฤษก็ออกมาเตือนชาวอังกฤษในประเทศไทยว่า " คุณควรทราบว่ากิจกรรมความรุนแรงและการก่อวินาศกรรมอาจเกิดขึ้นนอกพื้นที่การประท้วงของพวกเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อแดงได้ขู่เรื่องการก่อเหตุระเบิดในห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ"

นอกจากนั้นก็ยังรายงานถึงการเสียชีวิตของฝ่ายทหารนายแรกในเหตุการณ์ความรุนแรงนาน 4 วัน จากบาดแผลถูกยิงบริเวณโรงแรมดุสิตธานี

นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า เมื่อวานดูเหมือนจะเป็นวันของการปะทะตามท้องถนน เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงยิงจรวดทำเอง และปาระเบิดขวดใส่ทหาร ฝ่ายทหารก็ยิงกระสุนปืนยาง และกระสุนจริงเข้าใส่ การเสียชีวิตบางกรณีดูเหมือนจะเป็นฝีมือนักแม่นปืน ซึ่งก็คือชายในชุดทหารที่ใช้ปืนยาว และกล้องเล็ง ซึ่งมีคนเห็นอยู่ตามอาคารสูง นอกจากนั้นก็มีรายงานเรื่องคนชุดดำด้วยซึ่ง คนเหล่านี้เชื่อว่าอาจจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อ 10 เมษายน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิยราย และบาดเจ็บเกือบ 900 คน

รายงานบอกด้วยว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา การโจมตีระบบสาธารณูปโภค อย่างไฟฟ้า คลังน้ำมัน ธนาคาร และหน่วยทหาร เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการประท้วง  นักวิเคราะห์บางคน มองว่ามือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว  และเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วง ในความพยายามที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์

ฮิวแมนไรท์ว็อตช์เรียกร้องมือที่3หยุดก่อเหตุรุนแรง

กลุ่มฮิวแมนไรท์ว็อตช์ กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนชื่อดังออกมาเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ยุติการก่อเหตุรุนแรง

นายฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของกลุ่มฮิวแมนไรท์ว็อตช์  กลุ่มที่รณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในวันนี้ว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่องยอดการเสียชีวิต จากการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

งานนี้ทางกลุ่มได้เรียกร้องให้ทางกลุ่มติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมยุติการใช้ความรุนแรง รวมทั้งยังเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลไทย ยึดมั่นในหลักการของสหประชาชาติเรื่องการใช้กำลังและอาวุธ

เขาบอกว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในย้านที่มีประชาชนหนาแน่น ทำให้ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

โรเบิร์ตสันบอกว่า ทางกลุ่มรู้สึกเป็นห่วงมากที่ทั้งสองฝ่าย คือทั้งกลุ่มเสื้อแดงและกองทัพที่ต่างปฏิเสธกันและกันและถลำลึก ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าเรื่องนี้เป็นอันตรายมาก

ออสเตรเลียเรียกร้องทุกฝ่ายในไทยรู้จักอดกลั้น

ออสเตรเลียเปิดเผยว่ารู้สึกเป็นห่วงมากขึ้นกรณีการปะทะในกรุงเทพที่ขยายตัวออกไป จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย และสถานทูตหลายแห่งต้องปิดทำการ

นายสตีเฟน สมิธ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ได้ขอให้ฝ่ายผู้ประท้วงและทหารรู้จักยับยั้งชั่งใจ หลังจากที่ระดับการเป็นอริกับของทั้งสองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้บางส่วนของกรุงเทพเป็นเขตห้ามเข้า
 
นายสมิธ บอกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับประเทศไทย เขาขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้จักอดกลั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออสเตรเลียเป็นเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่ได้เห็นข้อมูลในช่วงเมื่อเร็วๆนี้ และขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทุกฝ่ายกลับมาเดินหน้าการเจรจาต่อไป 

โดยเมื่อวาน เว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลีย เปิดเผยว่า สถานทูตออสเตรเลียในไทย ยังคงทำงานอยู่ แต่ไม่รับให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ เป็นต้นไป จากปัญหาการปะทะรุนแรงในกรุงเทพ ซึ่งก็รวมถึงที่บริเวณหน้าสถานทูตด้วย จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง

ท่าทีดังกล่าว มีขึ้นหลังสถานทูตอังกฤษและเบลเยี่ยม ประกาศปิดสถานทูตไปก่อนหน้า

บลูมเบิร์กระบุรุนแรงเกิดจากการแบ่งขั้วทางการเมือง

เว็บไซต์ข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ความรุนแรงที่เพิ่มทวีขึ้น อันเป็นผลมาจากแบ่งขั้วทางการเมืองในประเทศไทย กำลังจะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ต้องตามหลังเพื่อนบ้าน ที่กำลังช่วยกันทำให้เอเชียผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจโลก

นิโคลัส ฟาร์เรลลี่ นักวิจัยของสถาบันเอเชียและแปซิฟิก ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ในกรุงแคนเบอร์ร่า ของออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงรอบล่าสุดที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง และทำให้การเผชิญหน้ากันในปัจจุบัน ไปสู่สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง และมีความเป็นไปได้ว่าจะถึงขั้นร้ายแรงอย่างยิ่งก็เป็นได้

มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 30 คน นับตั้งแต่ทหารเข้าปิดล้อมพื้นที่ย่านใจกลางเมือง ที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับย่านเซนทรัล พาร์ค ของนิวยอร์ค เมื่อ 4 วันก่อน ในความพยายามที่จะขอพื้นที่ในย่านใจกลางเมืองคืนจากผู้ชุมนุมทางการเมือง บั่นทอนความต้องการของผู้บริโภค ที่อาจกระทบต่อการใช้จ่าย และยังทำให้ธนาคารกลางประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ย 1.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลา 5 ปีด้วย

อลัสแตร์ เฮนเดอร์สัน หุ้นส่วนในกรุงเทพฯ ของสำนักงานกฎหมาย เฮอร์เบิร์ต สมิธ LLP ในลอนดอน ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญก็คือ การที่คนไม่ว่าจะเป็นใน โตเลโด้ , ปารีส , ซิดนีย์  หรือโตเกียว ดูโทรทัศน์แล้วเห็นภาพการเผากองยางรถยนต์ที่ถูกเอามาสุมกัน กลางถนนพระราม 4 แน่นอนว่า มันกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน

กระทรวงต่างประเทศสิงคโปร์ ได้แสดงความวิตกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะส่งผลประทบต่อชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน เพราะไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม แต่สถานการณ์ในไทย กำลังมีทีท่าว่าจะเหนือการควบคุม เว้นแต่ว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดกลั้น และหันกลับมาเจรจากัน  

TUI AG บริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่เยอรมนีเป็นเจ้าของ ได้ระบุเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมว่า ได้ระงับการเดินทางและการอำนวยความสะดวกให้กับแขกที่ต้องการเดินทางมายังกรุงเทพฯ ไปจนถึงสิ้นเดือน หลังจากกระทรวงต่างประเทศของเยอรมนีประกาศเตือนเรื่องการเดินทางมาไทย แต่ผู้โดยสารยังคงสามารถเดินทางมายังสนามบินในไทยได้
 
TUI ระบุว่า ไม่คิดว่าลูกค้าจะยกเลิกการเดินทางไปยังพื้นที่ทางใต้ของไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปพื้นที่บริเวณนี้ เป็นลูกค้าของ TUI กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าของ TUI เป็นพวกที่แค่แวะกรุงเทพฯ แค่ 2-3 วัน ก่อนจะเดินทางไปพักผ่อนตามชายทะเล ริชาร์ด ฮัน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ของบริษัท ฮาน่า ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ พีซีแอล ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ เช่น ไอโฟน ของแอ๊ปเปิล PLC ระบุว่า ธุรกิจของเขาได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่ก็วิตกถึงอันตรายในระยะยาว และตราบนานเท่าที่ไม่มีการปิดสนามบิน ไม่มีการตัดไฟ ธุรกิจก็ดำเนินต่อไปได้ และที่สำคัญคือ บริษัทของเขาอยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง

นอกจากสถานทูตออสเตรเลียจะเตือนพลเมืองไม่ให้มาไทย โดยไม่จำเป็นแล้ว สถานทูตญี่ปุ่นได้ย้ายที่ทำการเป็นการชั่วคราวอีกด้วย แต่นายการบินแควนตัส ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนการเดินทาง หรือการจองตั๋วของผู้โดยสาร ส่วนสายการบินต้นทุนต่ำ ไทเกอร์ แอร์ไลน์สที่ได้รับการสนับสนุนจากสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส อาจปรับเปลี่ยนการให้บริการมากรุงเทพฯอันเป็นผลมาจากการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ความต้องการเดินทางมาไทยลดลง ซึ่งทางสายการบินกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านนายหม่า จ้าวซื่อ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ระบุในแถลงการณ์ว่า ในฐานะเพื่อนบ้านของไทย จีนรู้สึกห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะแสดงความอดกลั้น และทำงานเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพในสังคม  

ผู้สื่อข่าว AFPเล่านาทีระทึกที่ตึกของโรงแรมดุสิตธานีถูกยิง

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ สเตรท ไทม์ส ของสิงคโปร์ รายงานว่า โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว " ดุสิตธานี " ต้องเผชิญหน้ากับพื้นที่ชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดง ใจกลางกรุงเทพฯ และตกอยู่ท่ามกลางกระสุนปืน และเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้แขกของโรงแรงต้องพากันหาที่กำบัง ที่ชั้นใต้ดิน เปโดร กูอาร์ต หัวหน้าช่างภาพของสำนักข่าว AFP ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เขาอยู่บนเตียง และเกิดระเบิดรุนแรงใกล้กับห้องของเขา เขาจึงออกจากห้องและมีคนอื่นทำแบบเขาเหมือนกัน และพบว่าผนังมีรอยกระสุนปืน แขกที่เข้าพักต่างได้รับโทรศัพท์จากพนักงานโรงแรม ที่แจ้งให้ลงไปข้างล่าง เพราะตกอยู่ภายใต้การโจมตี ทุกคนเลยไปอยู่กันที่ชั้นใต้ดิน ประมาณ 100 คน

กูอาร์ต เปิดเผยทางโทรศัพท์จากโรงแรมดุสิตธานีว่า มีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่แขกที่เข้าพักด้วยว่า มีพลซุ่มยิงอยู่ในห้องหมายเลข 517 ที่สามาาถมองลงไปที่พื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงได้อย่างชัดเจน ขณะที่การปะทะระหว่างทหารกับคนเสื้อแดงในพื้นที่รอบนอกดำเนินอยู่
และไม่ทราบว่า การยิงโจมตีโรงแรมมาจากจุดไหน

คนที่หลบอยู่ชั้นใต้ดินยังคงควบคุมอารมณ์ได้ แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลม แขกหลายคนได้ย้ายขึ้นไปอยู่ที่ล็อบบี้ ซึ่งอยู่ห่างจากถนน บางคนอธิบายเหตุผลที่ทุกคนต้องซ่อนตัว ก็เพราะมีการยิงและเกิดไฟไหม้บนหลังคา ซึ่งตอนแรก อูการ์ต พักอยู่ที่ชั้น 20

โรงแรมดุสิตธานี ที่ในเว็บไซท์ของโรงแรมบรรยายว่าเป็น " city of Angels " ได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้สื่อข่าวที่เข้าไปรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบ เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้อย่างชัดเจน ทางการได้เตือนผู้สื่อข่าวให้อยู่ห่างจากสถานที่ชุมนุม เนื่องจากง่ายต่อการตกเป็นเป้าของผู้ก่อการร้าย หลังจากมีผู้เสื่อข่าว 4 คน ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และมีช่างภาพเสียชีวิตไป 1 คนแล้ว นับจากความไม่สงบประทุขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม