
เอาขุนไปแลกเบี้ย
สถานการณ์ก่อนที่ ศอฉ.จะประกาศเคอร์ฟิวใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยอยู่ในขั้นของการเกิด "จลาจล"
ประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลกับทหารลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ผสมผสานกับกองกำลังติดอาวุธที่จับจุดเดือดของประชาชนได้ ก็ใช้วิธีการเพียงแค่ขี่มอเตอร์ไซค์มาใกล้ทหารที่ตั้งแนวรับเอาไว้ จากนั้นคนซ้อนท้ายก็แค่ยกปืนขึ้นมายิงเข้าใส่แนวทหาร โดยที่ไม่จำเป็นต้องดูด้วยซ้ำว่า เป้าหมายเป็นใคร ได้รับอันตรายหรือไม่
ยิงเสร็จก็เลี้ยวไปในอีกทิศทางและกลืนหายไปกับกลุ่มคน โดยที่ทหารก็ยิงตอบโต้กลับไปโดยสัญชาตญาณ
การยิงแบบนั้นย่อมมีโอกาสเกิดความสูญเสียขึ้นกับประชาชนมือเปล่า เมื่อสูญเสียก็ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ที่เดือดแค้นให้ลุกโชนขึ้นไปอีก
นี่เพียงแค่เริ่มต้น และยังไม่ทันเข้าสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ความสูญเสียก็มากมายขนาดนี้
กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองอันตรายที่ทุกคนมีโอกาสเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ
ประเทศไทยกลายเป็นแดนมิคสัญญี
ที่สำคัญประชาชนที่เสียชีวิตนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์จริงๆ หรือไม่ก็เป็นคนที่ทนไม่ได้ที่เพื่อนพ้องถูกยิง และไม่พอใจคำสั่งของรัฐบาลและการปฏิบัติการของทหาร
ส่วนกองกำลังติดอาวุธ และคนที่บัญชาการเกมหฤโหดนี้ ยังสบายๆ อยู่ในที่ตั้งมิดชิด
"มาสเตอร์มายด์" ตัวจริงอาจจะช็อปปิ้งอยู่ที่ไหนสักแห่ง!
แต่ฝ่ายที่ต้องรับแบบเต็มๆ ก็คือ กองทัพและรัฐบาล ที่หากปล่อยให้นานวัน ความชอบธรรมที่จะอยู่บริหารประเทศจะค่อยๆ หดหายไป
นี่อาจเรียกได้ว่า เป็นความผิดพลาดตั้งแต่แรกในการประเมินสถานการณ์ที่ไม่คิดว่าเมื่อสั่งทหารออกมา ทำการปิดล้อมผู้ชุมนุมแล้วเชื่อว่า เพียงแค่นั้นจะจบ ไม่คิดว่าอารมณ์ของผู้ชุมนุมจะแรง และไม่คิดว่าเพียงแค่เร้าอารมณ์ผู้ชุมนุมแค่นั้นก็ลุกฮือราวกับไฟลามทุ่ง
แทนที่จะตัดสินใจใช้ "เคอร์ฟิว" เสียตั้งแต่แรก เพราะความเข้มข้นของสถานการณ์นั้นสามารถดำเนินการได้ทันที แต่กลับรอให้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจนถึงวันที่ 2 มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย บาดเจ็บเกือบ 200 คน
จากเหตุความสูญเสียเมื่อวันที่ 10 เมษายน ทำให้แผนที่ออกมาเน้นไปในทางป้องกันทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ กำลังทหารจาก พล.ร.1 พล.ร.9 และ ม.พัน.2
เบื้องแรกก็คือ การติดอาวุธไม่ว่าจะเป็นปืน เอ็ม 16 ปืนลูกซอง และปืนลูกซองสำหรับยิงกระสุนยาง
ปืนทั้งหมดไม่ได้เอามาถือไว้เฉยๆ ศอฉ.ประกาศชัดเจนว่ายิงได้เมื่อมีเหตุนั้นๆ
แต่คำถามก็คือ เมื่อเกิดมีประชาชนเสียชีวิต เงื่อนไข หรือการออกตัวของ ศอฉ.สามารถบรรเทา เยียวยาความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหลังได้หรือไม่
นี่ยังไม่นับชุด "สไนเปอร์" หรือ "พลซุ่มยิง" อีกนับร้อยชุด ที่ระดมมาเพื่อป้องกันชีวิตทหารอีกต่างหาก
ความสูญเสียของประชาชนบีบให้ ศอฉ.ตัดสินใจเรียกผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบเหตุการณ์ ไล่ตั้งแต่ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. ลงไปจนถึงผู้บังคับกองพัน มาชี้แจงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพื่อบอกเล่าความจำเป็นของทหารที่จะต้องใช้อาวุธ
นอกจากนี้ การเดินเกมของรัฐบาลและกองทัพก็ยังกล้าๆ กลัวๆ รู้ทั้งรู้ว่าแผนนี้มาจากใคร วางแผนกันที่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงเลียบๆ เคียงๆ ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปใส่ตรงๆ เพื่อเปิดโปงจอมบงการ
ในวันแรกๆ ก็รู้ว่ามีการประชุมวางแผนกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ๆ สี่แยกราชประสงค์ แต่ก็ทำเฉย
ล่าสุดไปชุมนุมวางแผนสั่งการกันที่ตึกสูงย่านประตูน้ำ ก็ยังไม่กล้าที่จะใช้อำนาจ ศอฉ.เรียกมารายงานตัว
แค่ประกาศชื่อ เรียกตัวมาพูดคุย ก็เท่ากับเปิดโปงกันแล้ว
ทั้งที่วิธีการนี้เป็นวิธีที่เรียบง่ายแต่ได้ผล โดยเฉพาะผลที่เกิดกับสังคม จะได้รับรู้ว่าใครเป็นใคร แต่รัฐบาลและ ศอฉ.ก็ยังวุ่นวายอยู่กับการปิดล้อมพื้นที่ที่จุดปิดล้อมนั้นอยู่ห่างจากจุดชุมนุมร่วม 1 กิโลเมตร
ไม่น่าเชื่อว่า ผู้ชุมนุมเพียงไม่กี่พันคน แต่มีแนวชายแดนไกลได้ถึงขนาดนั้น
ผลก็คือไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นใคร เพราะสีเสื้อนั้นเป็นสีที่ชาวบ้านทั่วไปใช้กัน
ความผิดพลาดจึงมีโอกาสมากจนเรียกได้ว่า "เกินจำเป็น"
นี่ยังไม่นับว่า แกนนำผู้ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์นั้น ไม่ใช่ผู้ที่ตัดสินใจที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่วางแผนด้านยุทธการตัวจริง และไม่ใช่ผู้สั่งใช้กำลังจากกองกำลังติดอาวุธ
สิ่งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจทำไปจึงไม่ต่างกับการ "เอาขุนไปแลกเบี้ย"
หมดยุค สามเกลอ ด้วยเพราะเหตุใดก็ตาม ชัดเจนว่าจะต้องมีแกนนำชุดอื่นมาแทนที่อย่างไม่ต้องสงสัย
สถานการณ์เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วต่อให้รัฐบาลปราบได้หมดเรื่องราวก็ไม่จบ
ขณะเดียวกัน ต่อให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา บาดแผลก็ไม่เหือดหาย
อาจจะจบเหตุรุนแรงได้ชั่วคราว แต่เมื่อเข้าสู่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ความรุนแรงจะกระจายออกไปตามจังหวะต่างๆ
เงินและลูกปืนจะปลิวว่อน โดยที่อำนาจรัฐของรัฐบาลรักษาการก็อาจไร้ความหมาย!
ศรุติ ศรุตา



