ข่าว

ยืดเยื้อเพราะผวาเอ็ม79

ยืดเยื้อเพราะผวาเอ็ม79

17 พ.ค. 2553

“รัฐบาล-ศอฉ.” ยังมึนกับการแก้ไขปัญหา "อาวุธสงคราม" ที่เกลื่อนเมืองในเวลานี้ โดยเฉพาะอาวุธสงครามเอ็ม 79 ที่กองกำลังติดอาวุธนำมาใช้ซุ่มโจมตี “ทหาร-ตำรวจ” ที่ปฏิบัติการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ยังคงเกิดต่อเนื่อง

  หลายคนสงสัยว่า “อาวุธสงคราม” ที่เกลื่อนเมืองในเวลานี้ กองกำลังติดอาวุธนำมาจากที่ไหน และทำไมถึงได้มารวมกันในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก คำตอบคือ การขนถ่ายมาจากในพื้นที่ตะเข็บชายแดน ก่อนที่จะลักลอบเข้ามาสะสมไว้ในพื้นที่การชุมนุม

 2 จุดใหญ่ที่กองกำลังติดอาวุธ นำอาวุธสงครามไปซุกซ่อนไว้ จุดแรก คือ ภายในสวนลุมพินี ซึ่งถือว่าเป็นคลังอาวุธขนาดใหญ่ โดยในพื้นที่ดังกล่าวจะมีกองกำลังติดอาวุธควบคุมการเบิกจ่ายอาวุธอย่างเป็นระบบ มีการ์ดคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง ส่วนจุดที่สอง คือ ภายในห้างชื่อดัง

 ทำให้ ณ เวลานี้การแก้ไขปัญหาของ ศอฉ. เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำได้แค่เพียงแก้ไขปัญหาทีละเปลาะเท่านั้น เพราะถ้าบุ่มบ่ามเข้าไปและไม่มีแผนรองรับอย่างรัดกุม มีหวัง “ตายอื้อ” ทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ” ต้องคิดหนักกับเกมแก้ไขสถานการณ์นี้

 เนื้อที่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจับจองอยู่ในเวลานี้ ก็ปาเข้าไปกว่าหลายสิบกิโลเมตร ทำให้การแก้ไขปัญหาดูจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่น้อย และไม่ง่ายเหมือนกับการแก้ไขสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เตรียมการมาอย่างดี

 แม้ว่า ศอฉ.จะมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รับผิดชอบในการใช้กำลัง “ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน” แต่การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่ลุล่วงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มอย่างที่หวัง ขนาดเลือกคลังสมองของกองทัพ มาระดมเขียนแผนเพื่อ “ปิดเกม” ให้ทันก่อนเปิดเทอมในวันที่ 17 พฤษภาคม

 แต่แล้วการแก้ไขปัญหาก็ยังไม่สำเร็จ อย่างที่ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสลายหรือไม่สลายกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ติดอยู่อาวุธสงคราม โดยเฉพาะอาวุธสงครามเอ็ม 79 และอาร์พีจี ที่กองกำลังติดอาวุธซุกซ่อนเอาไว้ ที่ผ่านมา ศอฉ.พยายามเดิมเกมรุกด้วยการกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยการปิดล้อมทางเข้า-ออกพื้นที่ราชประสงค์

 โดยใช้กำลังหลักจาก 3 กองพลปฏิบัติการ โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ที่มี พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1 รอ. ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ย่านดินแดง ขณะที่กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) มี พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.พล.ร.9 ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ย่านสุขุมวิทติดกับรอยต่อพื้นที่แยกราชประสงค์

 ส่วนกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) มี พล.ต.สุรศักดิ์ บุญศิริ ผบ.พล.ม.2 รอ. ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่สีลม ตั้งแต่แยกศาลาแดง ถนนวิทยุ มาจนถึงถนนพระราม 4 โดยมี พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบในพื้นที่ เป็นผู้ควบคุมกำลัง

 แม้ว่าการจัดวางกำลังที่มีความ “เข้ม-แข็ง” ขนาดนี้ ยังไม่สามารถ “ปิดเกม” ของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ แต่กลับถูก “ย้อนศร” จากกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อปั่นหัวกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ให้เกิดความสับสนอลหม่านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยข่าวว่า “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ถูกลอบสังหาร

 รวมไปถึงการปล่อยข่าว “ยิงถล่ม” ศูนย์บัญชาการ ศอฉ. ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) และยิ่งไปกว่านั้น คือการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” ของกลุ่มทหารแตงโม ที่อาศัยจังหวะในการเคลื่อนทัพปิดล้อมจับกุม “อภิสิทธิ์-สุเทพ” รวมทั้งแม่ทัพใหญ่อย่าง “อนุพงษ์ เผ่าจินดา”

 แต่นี่ก็เป็นเพียงยุทธศาสตร์ “ปั่นหัว” ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดความสับสนเท่านั้น แม้ว่าหลายฝ่ายจะวิเคราะห์ นั่นเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล-ศอฉ. เพื่อต้องการหาทางออกให้แก่ตัวเอง ในช่วงที่แก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายของประเทศไม่ได้

 แต่การประกาศท่าทีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ครั้งล่าสุด ในการแถลงผ่านรายการโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 20.00 น. ค่ำคืนวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ย้ำหนักแน่นในการ “เดินหน้า” แก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์

 สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่เป็นเรื่องจำเป็นไม่สามารถปล่อยให้เกิดสภาวะที่คนสามารถจัดตั้งกองกำลังมาล้มล้างรัฐบาลได้ และแนวทางนี้เป็นแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสงบสุขของบ้านเมือง

 กลุ่มคนเสื้อแดงร้อนๆ หนาวๆ อย่างที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศไว้หรือไม่ อีกไม่นานรู้กันแน่

ทีมข่าวความมั่นคง